สายพันธุ์ปลาสวยงาม

ปลาคาร์ป (Koi)

ชื่ออื่น: ปลาคาร์ปญี่ปุ่น, ปลาแฟนซีคาร์ป, นิชิกิโกย, Nishikigoi, Butterfly koi (ปลาคาร์ปครีบยาว)

อุณหภูมิ
20–24°C
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
  • Koi – Wikipedia: 15–25°C
  • Koi Fish Care Sheet – PetMD: 18–24°C
  • Từ A-Z về cá Koi cho người mới – Chợ Tốt (ภาษาเวียดนาม): 20–27°C
pH
7–7.5
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
  • Koi Fish Care Sheet – PetMD: 7–8.6
  • Từ A-Z về cá Koi cho người mới – Chợ Tốt (ภาษาเวียดนาม): 7–7.5
  • Cá chép Nhật giá hơn 200 triệu đồng – VnExpress (ภาษาเวียดนาม): 7–7.5
ขนาด
61–81 cm
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
  • Koi Fish Care Sheet – PetMD: 61–91 cm
  • Cá chép Nhật giá hơn 200 triệu đồng – VnExpress (ภาษาเวียดนาม): 50–81 cm

AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 7 แหล่ง (ผู้เพาะพันธุ์ บทความ เว็บบอร์ด) แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่ อัปเดตเมื่อ 30/10/2026

รูปภาพ ปลาคาร์ป (Koi)

ดูรูปภาพทั้งหมด 109 รูป →

สรุป

ปลาคาร์ปหรือ Koi คือสายพันธุ์สีที่มนุษย์คัดเลือกพันธุ์มาจากปลาไนอามูร์ (Cyprinus rubrofuscus) ในญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นปลาชนิดใหม่ และไม่ใช่ปลาลูกผสมข้ามชนิด

เลี้ยงไม่ยากถ้ามีพื้นที่พอ แต่ตัวโตเต็มที่ยาวได้ 50–91 ซม. ตามข้อมูลแต่ละแหล่ง จึงเป็นปลาบ่อมากกว่าปลาตู้ ต้องมีระบบกรองที่ดีและน้ำที่นิ่ง ไม่แกว่งบ่อย

ก่อนซื้อควรวางแผนกักโรคปลาใหม่ทุกครั้ง เพราะโรคไวรัส KHV ยังรักษาไม่ได้ และควรรู้ไว้ว่าลูกปลาจากพ่อแม่ลายสวยมักไม่ได้สีลายเหมือนพ่อแม่

ที่มา

ปลาคาร์ปเป็นสายพันธุ์สีที่เพาะเลี้ยงมาจากปลาไนอามูร์ (Amur carp) ซึ่งเคยจัดเป็น Cyprinus carpio haematopterus ส่วนนักอนุกรมวิธานรุ่นหลังจัดเป็น Cyprinus rubrofuscus ปลาคาร์ปจึงเป็นปลาชนิดเดียวกับปลาไนต้นกำเนิด ไม่ได้แยกเป็นชนิดใหม่

การคัดพันธุ์เพื่อความสวยงามอย่างเป็นระบบเริ่มราวทศวรรษ 1820 ในเขตนิจูมูระโง (โอจิยะและยามาโคชิ) จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น และไม่มีการยกให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ริเริ่ม สายพันธุ์สำคัญที่มีบันทึกที่มาชัดเจนได้แก่ Shūsui ซึ่ง Kichigoro Akiyama สร้างขึ้นในปี 1906 และ Kōhaku ที่ Kunizo Hiroi ทำให้นิ่งเป็นสายพันธุ์ในปี 1917 ส่วนชื่อ Nishikigoi เล่ากันว่า Kei Abe เจ้าหน้าที่ประมงของนีงาตะเป็นผู้ตั้ง

ปลาคาร์ปครีบยาว (Butterfly koi) ได้จากการผสมปลาคาร์ปกับปลาไนครีบยาวของอินโดนีเซีย มกุฎราชกุมารอากิฮิโตะทรงเสนอให้ลองผสมในปี 1977 จากนั้นสถานีทดลองประมงจังหวัดไซตามะเริ่มเพาะพันธุ์ในปี 1980 ส่วนชื่อ "butterfly" ยกให้ Randy LeFever เป็นผู้ตั้ง

ลักษณะและสายพันธุ์

ปลาคาร์ปได้มาจากการคัดและคัดทิ้งตามสีและลวดลาย ญี่ปุ่นรับรองสายพันธุ์ไว้มากกว่า 20 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีมาตรฐานสีและชื่อเรียกกำหนดไว้

ในงานประกวด กรรมการให้คะแนนจากรูปร่าง คุณภาพ ความสมบูรณ์ (finish) และลวดลาย ปลาตัวใหญ่ยิ่งให้น้ำหนักกับรูปร่างมาก ลำตัวต้องไม่บิดเบี้ยว เส้นสองข้างเท่ากัน และอวบสมส่วน ปลาคุณภาพดีควรมีสีแดง (hi) หนาและสม่ำเสมอ สีดำ (sumi) เข้ม และสีขาวเนียนแบบเครื่องลายคราม ปลาแดงขาวที่กรรมการชอบคือปลาที่มีปื้นแดงกลมเรียงเป็นลาย 3 หรือ 4 ขั้น การประกวดแบ่งรุ่นตามขนาดเรียกว่า "bu" โดยในญี่ปุ่นแบ่งทีละ 5 ซม. และปลาที่ใหญ่เกิน 55 bu จะแยกตัดสินตามเพศ

มีคำแนะนำจากผู้เลี้ยงบางแหล่งเรื่องการดูปลาคาร์ปญี่ปุ่นแท้ ได้แก่ หนวดยาวและแข็ง สีเข้มสะอาดไม่ซึมเลอะขอบ ลำตัวค่อนข้างหนา สะโพกสั้นเมื่อมองจากด้านบน และครีบอกหนาทึบ

สายพันธุ์ที่พบบ่อย:

  • Kōhaku (โคฮาคุ) พื้นขาว มีปื้นแดงใหญ่
  • Taishō Sanshoku (ซันเก) แบบโคฮาคุที่มีจุดดำเล็กเพิ่มเข้ามา
  • Shōwa Sanshoku (โชว่า) พื้นดำ มีแดงและขาว สามสายพันธุ์นี้รวมกันเรียกว่า Gosanke ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมที่สุด
  • Bekkō พื้นขาว แดง หรือเหลือง มีลายดำ ส่วน Utsurimono พื้นดำ มีลายขาว แดง หรือเหลือง
  • Asagi หลังสีฟ้าอ่อน ด้านล่างมักเป็นสีแดง ส่วน Shūsui เป็นแบบอาซากิที่ไม่มีเกล็ดหรือมีเกล็ดแบบ mirror
  • Tanchō (ตันโจ) มีปื้นแดงจุดเดียวบนหัว
  • Ōgon (โอกอน) สีเมทัลลิกสีเดียวทั้งตัว
  • Kumonryū ขาวดำ สีเปลี่ยนไปตามฤดูกาล
  • Butterfly koi และ ghost koi เป็นปลาที่ผสมให้ได้ครีบยาวหรือสีเมทัลลิก ผู้เลี้ยงบางส่วนไม่นับเป็นนิชิกิโกยแท้ ปลาคาร์ปครีบยาวมีครีบยาวและลำตัวเพรียวกว่า ผู้เลี้ยงบางกลุ่มเลี้ยงปลาคาร์ปทั่วไปในบ่อ และเลี้ยงปลาคาร์ปครีบยาวในตู้กระจก

การเลี้ยง

ปลาคาร์ปเป็นปลาบ่อ ในเขตอากาศอบอุ่นบ่อควรลึกอย่างน้อย 1 เมตร ส่วนพื้นที่ที่ฤดูหนาวรุนแรงควรลึกราว 1.5 เมตร มีแหล่งหนึ่งแนะนำให้คิดปริมาตรน้ำราว 38 ลิตรต่อความยาวตัวเต็มวัย 2.5 ซม. ซึ่งเท่ากับราว 950 ลิตรสำหรับปลายาว 61–64 ซม. ส่วนลูกปลาที่ยาวไม่ถึง 15 ซม. เริ่มเลี้ยงในตู้ปลาขนาด 110 ลิตรได้ ขนาดตัวโตเต็มที่ต่างกันไปตามแหล่ง แหล่งหนึ่งให้ 61–91 ซม. อีกแหล่งให้ 50–81 ซม.

ค่าน้ำช่วงที่แต่ละแหล่งแนะนำ
อุณหภูมิ15–25 °C, 18–24 °C หรือ 20–27 °C (แล้วแต่แหล่ง)
ค่า pH7–8.6 (แหล่งหนึ่ง) และ 7–7.5 (อีกสองแหล่ง)

บ่อแบบญี่ปุ่นควรมีระบบกรองหมุนเวียนแยกเฉพาะ น้ำใส และค่า pH คงที่ ค่า pH หรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนกะทันหันอาจทำให้ปลาตายได้ ควรกำจัดคลอรีนในน้ำประปาก่อนใช้ทุกครั้ง และรักษาออกซิเจนละลายน้ำไว้ไม่ต่ำกว่า 2.5 มก./ลิตร

อาหาร: ให้อาหารเม็ดสำหรับปลาคาร์ปเป็นหลักแล้วเสริมอาหารอื่นให้หลากหลาย ครั้งละเท่าที่ปลากินหมดใน 1–2 นาที ความถี่ขึ้นกับอุณหภูมิน้ำ ถ้าต่ำกว่าราว 13 °C ให้ทุก 2–3 วัน ที่ 13–21 °C ให้วันละครั้ง และสูงกว่า 21 °C ให้วันละสองครั้ง ถ้าน้ำต่ำกว่า 10 °C ไม่ควรให้อาหารเลย เพราะภูมิคุ้มกันของปลาอ่อนในน้ำเย็น อีกแหล่งแนะนำให้คิดปริมาณอาหารราว 5% ของน้ำหนักตัวต่อวัน แบ่งเป็นสองมื้อ

ปลาที่เลี้ยงร่วม: ปลาคาร์ปเป็นปลานิสัยสงบและชอบอยู่เป็นฝูง ควรเลี้ยงตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไป ปลาที่เลี้ยงร่วมควรเป็นชนิดที่อยู่ในน้ำเย็นช่วงเดียวกันได้

การเพาะพันธุ์

ปลาคาร์ปวางไข่ช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน ไข่จมและติดตามพื้นผิวต่าง ๆ การวางไข่ครั้งเดียวอาจได้ลูกปลาหลายพันตัว ปลาคาร์ปผสมกับปลาไนชนิดเดียวกันได้และลูกไม่เป็นหมัน รวมถึงปลาคาร์ปครีบยาวซึ่งเป็นชนิดเดียวกัน

ลูกปลาไม่ได้สีลายเหมือนพ่อแม่ ส่วนใหญ่ถูกคัดทิ้งเพราะสีไม่สวยหรือมีความผิดปกติ ตัวที่ได้เกรดดีมีไม่ถึง 1% ปลาที่คัดออกมักขายเป็นปลาเหยื่อหรือปลาคาร์ปเกรดบ่อ

ลูกปลาเริ่มกินแพลงก์ตอนตั้งแต่วันที่ 3 โดยประมาณ ช่วงวันที่ 15 ถึงอายุราว 1 เดือนให้กินหนอนและลูกน้ำ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นอาหารปลาโต

สุขภาพ

โรคที่น่ากลัวที่สุดคือโรคไวรัสเฮอร์ปีส์ในปลาคาร์ป (KHV หรือ CyHV-3) และโรค spring viraemia of carp ซึ่งยังไม่มีทางรักษาทั้งคู่ การป้องกันหลักคือการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น กักโรคและฆ่าเชื้อ อิสราเอลมีการฉีดวัคซีน KV3 ให้ปลา ข้อมูลด้านโรคระบุว่า KHV มักระบาดเมื่อน้ำอยู่ที่ 18–28 °C และทำให้ปลาตาย 80–100% อาการที่พบคือเหงือกเสียหาย ตาจม และมีเลือดออกที่โคนครีบ

ปัญหาอื่นที่พบบ่อยได้แก่ โรคฝีดาษปลาคาร์ป (carp pox) ปรสิต การติดเชื้อราและแบคทีเรีย ครีบเปื่อย เหงือกเน่า และไข่ติดค้างในท้อง ปลาคาร์ปครีบยาวครีบฉีกง่ายและเกิดครีบเปื่อยได้ง่าย อีกทั้งว่ายช้ากว่าปลาตัวอื่นจึงอาจแย่งอาหารไม่ทัน

ปลาคาร์ปมักอายุยืน 25–35 ปีหรือมากกว่า เรื่องเล่าว่ามีปลาอายุเกิน 200 ปี เช่น "Hanako" ยังเป็นที่ถกเถียง ส่วนแหล่งอื่นยอมรับตัวเลขที่ราว 50 ปีเศษ

การเลือกซื้อ

  • ลำตัวสมส่วน ไม่พิการ ไม่มีรอยถลอก ครีบและเกล็ดครบ
  • สีชัดและสดใส
  • ว่ายตรงและกระฉับกระเฉง
  • กินอาหารดี ควรขอลองให้อาหารดูก่อนซื้อ

คุณภาพของปลาขึ้นกับสายพันธุ์ ขนาด แหล่งที่มา และสายเลือด ปลาที่ขายถูกกว่าท้องตลาดมากควรระวังไว้ก่อน ปลาใหม่ทุกตัวควรกักโรคก่อนปล่อยลงบ่อ ระยะเวลาแต่ละแหล่งไม่เท่ากัน แหล่งหนึ่งแนะนำราว 14 วัน อีกแหล่งแนะนำ 4–6 สัปดาห์

ประเด็นถกเถียง

  • การปล่อยสู่ธรรมชาติ: ปลาคาร์ปที่ถูกปล่อยกระจายไปแล้วทุกทวีปยกเว้นแอนตาร์กติกา และกลับไปมีสีแบบปลาป่าในเวลาไม่นาน ปลาเหล่านี้คุ้ยตะกอนจนน้ำขุ่นและทำลายพืชน้ำ รัฐควีนส์แลนด์และนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียจึงขึ้นบัญชีเป็นปลาอันตราย (noxious fish) ในญี่ปุ่น ปลาคาร์ปที่ถูกปล่อยยังทำให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมในปลาไนพื้นเมือง
  • การแพร่โรค: การค้าปลาคาร์ปมีชีวิตเป็นเส้นทางหลักที่ทำให้ KHV แพร่ไปทั่วโลก
  • การคัดทิ้ง: การคัดทิ้งจำนวนมากเป็นเรื่องปกติของวงการ ลูกปลาส่วนใหญ่ถูกทำลายหรือขายเป็นปลาเหยื่อ
  • ปลาคาร์ปครีบยาว: องค์กรสายดั้งเดิมอย่าง ZNA และสมาคมกรรมการตัดสินปลาคาร์ปแห่งสหราชอาณาจักร (UK Koi Judges Association) ไม่รับปลาคาร์ปครีบยาวเข้าประกวด ส่วนงานประกวดในสหรัฐฯ มักแยกเป็นรุ่นเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

เลี้ยงปลาคาร์ปในตู้ปลาได้ไหม

ลูกปลาที่ยาวไม่ถึง 15 ซม. เริ่มเลี้ยงในตู้ขนาด 110 ลิตรได้ แต่ปลาโตเต็มที่ยาว 50–91 ซม. ตามข้อมูลแต่ละแหล่ง และต้องใช้น้ำราว 38 ลิตรต่อความยาว 2.5 ซม. ระยะยาวจึงควรย้ายลงบ่อ

ปลาคาร์ปเหมาะกับน้ำอุณหภูมิเท่าไร

แต่ละแหล่งให้ไว้ไม่เท่ากัน คือ 15–25 °C, 18–24 °C และ 20–27 °C เรื่องที่สำคัญกว่าตัวเลขคืออย่าให้อุณหภูมิหรือค่า pH เปลี่ยนกะทันหัน และถ้าน้ำต่ำกว่า 10 °C ไม่ควรให้อาหาร

เพาะลูกจากพ่อแม่ลายสวยแล้วลูกจะสวยเหมือนกันไหม

ไม่เหมือน ปลาคาร์ปไม่ได้สีลายตรงตามพ่อแม่ ลูกส่วนใหญ่ถูกคัดออก และที่ได้เกรดดีมีไม่ถึง 1%

ปลาคาร์ปครีบยาวนับเป็นปลาคาร์ปแท้ไหม

เป็นปลาชนิดเดียวกันและผสมพันธุ์กับปลาคาร์ปทั่วไปได้ แต่ ZNA และสมาคมกรรมการตัดสินปลาคาร์ปแห่งสหราชอาณาจักรไม่รับเข้าประกวด ผู้เลี้ยงบางส่วนจึงไม่นับเป็นนิชิกิโกยแท้

ทำไมต้องกักโรคปลาใหม่

โรค KHV และ spring viraemia of carp ยังรักษาไม่ได้ และ KHV ระบาดเมื่อไรอาจทำให้ปลาตายถึง 80–100% การกักโรคจึงเป็นการป้องกันที่สำคัญที่สุด แหล่งหนึ่งแนะนำให้กักราว 14 วัน อีกแหล่งแนะนำ 4–6 สัปดาห์

แหล่งที่มา

  1. Koi – Wikipedia
  2. Từ A-Z về cá Koi cho người mới – Chợ Tốt (ภาษาเวียดนาม)
  3. Koi Fish Care Sheet – PetMD
  4. Butterfly koi – Wikipedia
  5. Cá chép Nhật giá hơn 200 triệu đồng – VnExpress (ภาษาเวียดนาม)
  6. Understanding Koi Shows – Pond Trade Magazine
  7. TCVN 8710-6:2019 – Bệnh do Koi herpesvirus ở cá chép (ภาษาเวียดนาม)