
สายพันธุ์ปลาสวยงาม, สายพันธุ์ของ ปลาออสก้า
ออสก้าร์เผือก (Albino oscar)
ชื่ออื่น: ออสก้าร์อัลบิโน
- อุณหภูมิ
- 27°C
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
- Albino Oscar Fish: Care, Colors & Genetics: 25–27°C
- Hướng Dẫn Nuôi Cá Tai Tượng Albino – SG AQUA (ภาษาเวียดนาม): 27–30°C
- Cá tai tượng châu Phi / Cá heo lửa (Oscar Fish) – Đông Ngư (ภาษาเวียดนาม): 25–28°C
- pH
- 6.5–7.5
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
- Albino Oscar Fish: Care, Colors & Genetics: 6.5–7.5
- Hướng Dẫn Nuôi Cá Tai Tượng Albino – SG AQUA (ภาษาเวียดนาม): 6–7.5
- ความกระด้าง (dGH)
- 5–15
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
- Albino Oscar Fish: Care, Colors & Genetics: 5–20
- Hướng Dẫn Nuôi Cá Tai Tượng Albino – SG AQUA (ภาษาเวียดนาม): 5–15
- ขนาด
- 30–35 cm
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
- Albino oscar (Astronotus ocellatus) – Aquariadise: 30–61 cm
- Hướng Dẫn Nuôi Cá Tai Tượng Albino – SG AQUA (ภาษาเวียดนาม): 30–40 cm
- Cá tai tượng châu Phi / Cá heo lửa (Oscar Fish) – Đông Ngư (ภาษาเวียดนาม): 25–35 cm
- ตู้ขั้นต่ำ
- 120 cm
AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 7 แหล่ง (ผู้เพาะพันธุ์ บทความ เว็บบอร์ด) แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่ อัปเดตเมื่อ 30/10/2026
สรุป
ออสก้าร์เผือกเป็นปลาออสก้าร์ (Astronotus ocellatus) ในรูปแบบสีเผือกที่ได้จากการเพาะพันธุ์ในที่เลี้ยง ตัวจะออกขาวเกือบทั้งตัว มีลายสีชมพูถึงส้มแดง และตาสีแดงอมชมพู
ปลาโตได้ราว 25–61 ซม. แล้วแต่แหล่งข้อมูล จึงต้องใช้ตู้ปลาใหญ่และระบบกรองดี นอกจากนี้ยังไวต่อแสงจ้าเพราะไม่มีเม็ดสีเมลานิน ส่วนการเพาะพันธุ์ในตู้นั้น แหล่งหนึ่งบอกว่าทำได้ยาก
ก่อนซื้อควรดูตาให้ดี เพราะปลาสีขาวที่ขายในชื่อ “เผือก” หลายตัวเป็นปลาลูติโน (lutino) ปลาเผือกแท้ต้องมีตาสีแดงใส
ที่มา
ออสก้าร์เผือกเป็นรูปแบบสีเผือกของปลาออสก้าร์ (Astronotus ocellatus) ซึ่งเป็นปลาหมอจากลุ่มน้ำแอมะซอนในอเมริกาใต้ ปลาเผือกได้มาจากการเพาะพันธุ์ในที่เลี้ยง แหล่งหนึ่งบอกว่าปลาเผือกรุ่นแรกเริ่มพบในช่วงทศวรรษ 1970–1980 จากนั้นจึงกลายเป็นปลาที่มีขายในตลาดปลาสวยงามเป็นประจำ แหล่งข้อมูลไม่ได้ระบุชื่อผู้เพาะหรือประเทศที่เพาะได้เป็นครั้งแรก
นอกจากสีเผือกแล้ว ผู้เพาะยังทำออสก้าร์สีลิวซิสติก (leucistic) สีแซนทิสติก (xanthistic) และสายที่มีสีแดงเข้มขึ้นออกมาด้วย ส่วนออสก้าร์เผือกแดงลายเสือ (albino red tiger) มีขายในฐานะสายที่เพาะในที่เลี้ยงมาจากออสก้าร์แดงลายเสือ ไม่ได้มาจากประชากรปลาในธรรมชาติ
ลักษณะและสายพันธุ์
ปลาเผือกแท้มีตัวสีขาวเกือบทั้งตัว มีลายสีชมพูถึงส้มแดง และมีตาสีแดงอมชมพู ตาสีแดงใสคือจุดสังเกตหลักของปลาเผือกแท้ ถ้าตาสีเข้มหรือหม่น อาจเป็นปลาลูติโนหรือปลาที่มีพันธุกรรมปนกัน
ลักษณะเผือกในปลาชนิดนี้เป็นลักษณะด้อยแบบง่าย ปลาต้องได้ยีนนี้ครบสองชุดจึงจะแสดงออกมาเป็นสีเผือก
สายที่พบในตลาด ได้แก่
- เผือกลายเสือ (Albino tiger): พื้นตัวขาวหรือครีม มีลายหรือปื้นสีส้มแดงไม่สม่ำเสมอ เป็นสายที่พบบ่อยที่สุด
- เผือกแดง (Albino red): สีแดงส้มคลุมตัวเกือบทั้งหมด เหลือสีขาวน้อย ปริมาณสีแดงถูกกำหนดโดยยีนหลายตัว จึงเพาะปลาเกรดดีได้ยากกว่า
- เผือกรูบี้ (Albino ruby): สีแดงเข้มกว่าที่ข้างลำตัวและหลัง ส่วนท้องและหน้าเป็นสีขาว คำว่า “รูบี้” ส่วนหนึ่งเป็นชื่อทางการค้า
- เผือกเลมอน (Albino lemon): ตัวสีเหลืองอุ่น มีลายจาง ๆ หรือไม่มีลายเลย ถ้าตาสีแดงทับทิมน่าจะเป็นปลาเผือกแท้ ถ้าตาสีเข้มน่าจะเป็นปลาลูติโน
- เผือกแดงลายเสือ (Albino red tiger): ตัวสีครีมอ่อนถึงสีพีช มีลายหินอ่อนสีส้มแดงถึงแดงทองแดง ตาสีแดงหรือชมพู
- ลูติโน (Lutino): ตัวสีเหลืองทอง ตาสีแดงเข้มถึงน้ำตาล เกิดจากยีนด้อยคนละตัวกับยีนเผือก
ในช่วงหลังมานี้มีการเพาะออสก้าร์แบบครีบยาวออกมาด้วย
การเลี้ยง
แต่ละแหล่งให้ขนาดโตเต็มที่ต่างกัน คือ 30–61 ซม., 30–40 ซม. และ 25–35 ซม. ขนาดตู้ที่แนะนำก็ต่างกันเช่นกัน
- แหล่งหนึ่งบอกว่าเลี้ยงปลาตัวเดียวต้องใช้ตู้อย่างน้อยประมาณ 208 ลิตรพร้อมระบบกรองเสริม ถ้าได้ 284 ลิตรจะดีกว่า และถ้าเลี้ยงมากกว่าสองตัว ตู้จะแน่นเร็ว
- อีกแหล่งให้ตัวเลขสูงกว่า คือตัวเดียวอย่างน้อย 280 ลิตร ขนาดที่เหมาะคือ 400–500 ลิตร และถ้าเลี้ยงเป็นคู่ต้องใช้ 800 ลิตรขึ้นไป
- อีกแหล่งแนะนำตู้ยาว 120 ซม.
| ค่าน้ำ | ช่วงที่แนะนำ (ต่างกันตามแหล่ง) |
|---|---|
| อุณหภูมิ | 25–27 °C, 25–28 °C หรือ 27–30 °C |
| ค่า pH | 6.5–7.5 หรือ 6–7.5 |
| ความกระด้าง (GH) | 5–20 หรือ 5–15 |
แหล่งหนึ่งแนะนำให้ใช้กรองถังที่มีกำลังกรอง 1.5–2 เท่าของปริมาตรตู้ เปลี่ยนน้ำสัปดาห์ละ 25–30% และคุมแอมโมเนียกับไนไตรต์ให้เป็นศูนย์ ควรมีฝาปิดตู้ เพราะออสก้าร์กระโดดออกจากตู้ได้
ปลาเผือกไวต่อแสง จึงควรใช้แสงระดับปานกลางที่ไม่ส่องตรง และใส่พืชลอยน้ำไว้ช่วยบังแสง อีกแหล่งก็แนะนำให้ใช้แสงสลัวเช่นกัน ปลาชอบขุดคุ้ย พื้นทรายเนื้อนุ่มจึงเหมาะ ส่วนขอนไม้และของตกแต่งควรยึดให้แน่น
อาหารหลักคืออาหารเม็ดสำหรับปลาหมอ เสริมด้วยอาหารที่มีแคโรทีนอยด์สูง เช่น คริลล์ กุ้ง และสาหร่ายสไปรูลินา เพื่อช่วยรักษาสีแดงและส้ม ไม่ควรให้ปลาทองเป็นปลาเหยื่อ
ออสก้าร์กินปลาทุกตัวที่เข้าปากได้ ทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลี้ยงเดี่ยวหรือเลี้ยงเฉพาะออสก้าร์ด้วยกัน ถ้าเป็นตู้ใหญ่ อาจเลี้ยงร่วมกับปลาเซวีรัม ปลาอะโรวาน่า ปลาแจ็คเดมป์ซีย์ หรือปลาซักเกอร์ได้ ไม่ควรเลี้ยงร่วมกับปลาตัวเล็กหรือปลาครีบยาว เช่น ปลานีออน ปลากัด และปลาหางนกยูง
การเพาะพันธุ์
พ่อแม่ที่เป็นเผือกทั้งคู่จะให้ลูกเผือกทั้งหมด สีนี้จึงเพาะต่อได้ตรงสาย ส่วนปลาที่ดูเหมือนสีปกติแต่มียีนเผือกแฝงอยู่ ถ้าผสมกันจะได้ลูกเผือกเฉลี่ยประมาณ 25% และดูจากภายนอกไม่ได้ว่าตัวไหนมียีนแฝง ถ้าผสมปลาเผือกกับปลาลูติโน ลูกจะออกมาเป็นสีแบบปลาธรรมชาติ เพราะสองลักษณะนี้มาจากยีนคนละตัว
ออสก้าร์เป็นปลาเต็มวัยเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และผสมพันธุ์ได้นาน 9–10 ปี พ่อแม่จะช่วยกันทำความสะอาดพื้นผิวเรียบไว้วางไข่ ตัวเมียขนาดเล็กวางไข่ประมาณ 300–500 ฟอง ตัวใหญ่วางได้ 2,500–3,000 ฟอง แล้วพ่อแม่จะช่วยกันเฝ้าไข่และลูก ลูกปลาจะใช้อาหารจากถุงไข่แดง 3–4 วัน จากนั้นจึงกินลูกไรทะเล
คู่ที่จับมาผสมกันเองมักไม่สำเร็จ แหล่งหนึ่งบอกว่าการเพาะในตู้ทำได้ยาก เพราะแยกเพศได้ยาก ปลาอาจกัดกันเอง และพ่อแม่อาจกินไข่หรือลูก
สุขภาพ
ปลาเผือกไม่มีเม็ดสีเมลานินเลย แม้แต่ในตา จึงไวต่อแสงจ้า ถ้าแสงจ้าเกินไป ปลาอาจหลบซ่อน ไม่กินอาหาร หรือสีซีดลง ปกติเมื่อลดแสงลงแล้ว อาการมักดีขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง
บนผิวสีอ่อน จุดขาวและครีบที่เสียหายจะมองเห็นได้ชัดกว่า โรคหัวเป็นรู (hole-in-the-head) เกี่ยวข้องกับน้ำไม่ดี การขาดวิตามิน และการให้ปลาเหยื่อ อีกแหล่งระบุปัญหาที่พบบ่อยว่ามีโรคจุดขาว เชื้อรา แผลจากแบคทีเรีย และพยาธิ ป้องกันได้ด้วยการคุมน้ำให้คงที่ ให้อาหารที่สะอาด และกักโรคปลาใหม่
แหล่งหนึ่งบอกว่าปลาเผือกไม่ได้อ่อนแอกว่าออสก้าร์สีปกติ
การเลือกซื้อ
- เลือกปลาที่ตาสีแดงใส ลำตัวอิ่มแต่ไม่บวม ผิวเรียบ ครีบกางดี และมีปฏิกิริยาเมื่อเข้าไปใกล้ หลีกเลี่ยงปลาที่หลบซ่อนหรือลอยตัวนิ่งอย่างเซื่องซึม
- ดูตู้ของร้านด้วย ถ้าน้ำขุ่น มีปลาตาย หรือปลาแน่นตู้ จะเสี่ยงต่อโรคที่ยังไม่แสดงอาการมากขึ้น ควรกักโรคปลาใหม่อย่างน้อย 2 สัปดาห์
- ถามถึงพ่อแม่ปลา เพราะปลาที่ขายในชื่อ “เผือก” มักเป็นปลาลูติโนหรือปลาเลมอน
- ออสก้าร์สีขาวหลายตัวที่ขายในชื่อเผือกที่จริงเป็นปลาลูติโน ซึ่งโตไปอาจมีด่างสีส้มขึ้นหรือครีบกลายเป็นสีเทา
ประเด็นที่ถกเถียง
วิกิพีเดียระบุว่าบางครั้งมีการแต่งสีปลาออสก้าร์ขึ้นมาเอง (painted) นักเขียนในวงการปลาสวยงามวิจารณ์ร้านที่เรียกออสก้าร์สีขาวทุกตัวว่า “เผือก” ทั้งที่หลายตัวเป็นปลาลูติโน
นอกจากนี้ ออสก้าร์สีธรรมชาติที่หลุดหรือถูกปล่อยจากการค้าปลาสวยงามได้ตั้งประชากรในธรรมชาติขึ้นที่จีน ออสเตรเลียตอนเหนือ และฟลอริดา
คำถามที่พบบ่อย
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นออสก้าร์เผือกแท้
ให้ดูตาเป็นหลัก ปลาเผือกแท้มีตาสีแดงใส ส่วนตัวมักขาวเกือบทั้งตัวและมีลายชมพูถึงส้มแดง ถ้าตาสีเข้มหรือหม่น น่าจะเป็นปลาลูติโนหรือปลาที่มีพันธุกรรมปนกัน
ออสก้าร์เผือกต่างจากลูติโนอย่างไร
ลูติโนมีตัวสีเหลืองทองและตาสีแดงเข้มถึงน้ำตาล เกิดจากยีนด้อยคนละตัวกับยีนเผือก ถ้าผสมปลาสองแบบนี้กัน ลูกจะออกมาเป็นสีแบบปลาธรรมชาติ
ต้องใช้ตู้ขนาดเท่าไร
แต่ละแหล่งแนะนำต่างกัน แหล่งหนึ่งบอกว่าตัวเดียวใช้อย่างน้อยประมาณ 208 ลิตร และ 284 ลิตรจะดีกว่า อีกแหล่งบอกว่าอย่างน้อย 280 ลิตร ขนาดที่เหมาะคือ 400–500 ลิตร และถ้าเลี้ยงเป็นคู่ต้องใช้ 800 ลิตรขึ้นไป อีกแหล่งแนะนำตู้ยาว 120 ซม.
ทำไมปลาหลบซ่อนและไม่ยอมกินอาหาร
ปลาเผือกไวต่อแสงจ้าเพราะไม่มีเมลานิน แสงจ้าอาจทำให้ปลาหลบซ่อน ไม่กินอาหาร หรือสีซีด ปกติเมื่อลดแสงลงแล้ว อาการมักดีขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง
เลี้ยงรวมกับปลาอื่นได้ไหม
ออสก้าร์กินปลาทุกตัวที่เข้าปากได้ จึงควรเลี้ยงเดี่ยวหรือเลี้ยงเฉพาะออสก้าร์ด้วยกัน ถ้าเป็นตู้ใหญ่ อาจเลี้ยงร่วมกับปลาเซวีรัม ปลาอะโรวาน่า ปลาแจ็คเดมป์ซีย์ หรือปลาซักเกอร์ได้ แต่ไม่ควรเลี้ยงกับปลานีออน ปลากัด หรือปลาหางนกยูง
แหล่งที่มา
- Albino oscar (Astronotus ocellatus) – Aquariadise
- Albino Oscar Fish: Care, Colors & Genetics
- Oscar (fish) – Wikipedia
- Hướng Dẫn Nuôi Cá Tai Tượng Albino – SG AQUA (ภาษาเวียดนาม)
- Cá tai tượng châu Phi / Cá heo lửa (Oscar Fish) – Đông Ngư (ภาษาเวียดนาม)
- Cá Tai Tượng Albino – Trung Hào (ภาษาเวียดนาม)
- Albino Red Tiger Oscar – Warehouse Aquatics