
สายพันธุ์ปลาสวยงาม
ปลาทองเกล็ดแก้ว (Pearlscale goldfish)
ชื่ออื่น: ปลาทองปิงปอง
- อุณหภูมิ
- 18–26°C
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
- Tất tần tật về cá ping pong/ Cá ngọc trai – Aquasetup (ภาษาเวียดนาม): 18–27°C
- Cá Ping Pong (Pearlscale Goldfish) – Sen Aquatic (ภาษาเวียดนาม): 17–28°C
- Pearlscale goldfish – Aquariadise: 18–26°C
- pH
- 6.5–7.5
ค่าที่ทุกแหล่งแนะนำตรงกัน
- Tất tần tật về cá ping pong/ Cá ngọc trai – Aquasetup (ภาษาเวียดนาม): 6.5–7.5
- Pearlscale goldfish – Aquariadise: 6–8
- ความกระด้าง (dGH)
- 4.5–14
- ขนาด
- 12–20 cm
แต่ละแหล่งระบุค่าต่างกัน
- Tất tần tật về cá ping pong/ Cá ngọc trai – Aquasetup (ภาษาเวียดนาม): 12–15 cm
- Pearlscale goldfish – Aquariadise: 15–20 cm
- Pearlscale – Wikipedia: 20 cm
AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 5 แหล่ง (ผู้เพาะพันธุ์ บทความ เว็บบอร์ด) แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่ อัปเดตเมื่อ 30/10/2026
รูปภาพ ปลาทองเกล็ดแก้ว (Pearlscale goldfish)
ดูรูปภาพทั้งหมด 7 รูป →สรุป
ปลาทองเกล็ดแก้วเป็นปลาทองแฟนซีสายพันธุ์หนึ่งของปลาทอง (Carassius auratus) ที่คัดพันธุ์จนตัวกลมเกือบเป็นทรงกลม เกล็ดนูนหนาดูคล้ายเม็ดมุก
เลี้ยงยากกว่าปลาทองทั่วไปพอสมควร เพราะว่ายน้ำได้ไม่คล่อง และมีปัญหาถุงลม ท้องอืด และท้องผูกได้ง่าย
ก่อนซื้อควรเตรียมตู้ปลาที่ใหญ่พอ ใช้ระบบกรองที่น้ำไหลเบา และพร้อมให้อาหารแต่น้อย
ถิ่นกำเนิดและที่มา
ปลาทองเกล็ดแก้วเป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกมาจากปลาทอง (Carassius auratus) ไม่ใช่ปลาลูกผสมข้ามชนิด แหล่งข้อมูลระบุที่มาไว้ไม่เหมือนกันทั้งหมด แหล่งหนึ่งยกให้ทั้งจีนและญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนา และบอกว่าชื่อภาษาญี่ปุ่นของปลานี้คือ Chinshurin อีกแหล่งหนึ่งบอกว่าคัดพันธุ์ขึ้นในจีนในช่วงศตวรรษที่ 20 แล้วจึงได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ส่วนเอกสารแนะนำการเลี้ยงฉบับหนึ่งและหน้าร้านขายปลาแห่งหนึ่งระบุเพียงว่ามีถิ่นกำเนิดในจีน ไม่มีแหล่งใดระบุชื่อผู้พัฒนาหรือปีที่แน่ชัด
ลักษณะและสายพันธุ์ย่อย
จุดเด่นคือลำตัวกลมเกือบเป็นทรงกลม ซึ่งมักถูกเปรียบว่าเหมือนลูกกอล์ฟ เกล็ดนูนหนาเป็นโดมดูคล้ายเม็ดมุก ครีบเป็นครีบคู่แบบปลาทองหางพัด และอาจยาวหรือสั้นก็ได้ หน้าร้านขายปลาแห่งหนึ่งบรรยายว่าเกล็ดที่นูนขึ้นมาจับแล้วแข็ง สีขาวคล้ายมุก และขายทั้งแบบเกล็ดเมทัลลิก กึ่งเมทัลลิก และไม่เมทัลลิก
มาตรฐานสายพันธุ์ที่แหล่งหนึ่งอ้างถึงมีดังนี้
- ความลึกของลำตัวมากกว่าสองในสามของความยาวลำตัว
- เกล็ดนูนเป็นโดม
- ครีบหลังมีครีบเดียว ส่วนครีบอื่นเป็นครีบคู่
- หางแยกเป็นสองแฉก และตั้งอยู่สูงกว่าแนวระนาบ
แหล่งเดียวกันบอกว่าปลาที่ดีควรสดใส ตื่นตัว และมีสีเข้มที่ลามไปถึงครีบ สีที่แหล่งนี้กล่าวถึงได้แก่ เมทัลลิก ส้ม ลายสามสี (calico) และดำล้วน อีกแหล่งหนึ่งระบุสีส้ม แดง ขาว ดำ น้ำตาล น้ำเงิน ม่วง และลายสามสี และบอกว่าครีบสั้น หางเป็นแฉก
ลูกปลาตัวเล็กดูคล้ายปลาทองธรรมดามาก ลำตัวกลมและเกล็ดมุกที่ชัดเจนจะปรากฏเมื่อปลาโตขึ้น ปลาตัวเล็กจึงดูคุณภาพได้ยาก
รูปแบบหัว: แหล่งหนึ่งแบ่งไว้สามแบบ คือ หัวไม่มีวุ้น หัวมีวุ้นแบบปลาทองออรันดา และหัวมีโดมใหญ่สองลูกคล้ายฟองน้ำ ซึ่งเรียกว่า High-head Pearlscale, Crown Pearlscale หรือ Hamanishiki อีกแหล่งหนึ่งบรรยาย Crown Pearlscale (Hamanishiki) ว่ามีก้อนบนหัวหนึ่งหรือสองก้อน และอาจโตได้เกิน 15 ซม.
การเลี้ยง
ค่าน้ำและขนาดตัวที่แต่ละแหล่งให้ไว้ต่างกันเล็กน้อย
| หัวข้อ | ค่าที่แหล่งข้อมูลให้ไว้ |
|---|---|
| อุณหภูมิ | 18–27 °C, 17–28 °C และ 18–26 °C (สามแหล่ง) |
| ค่า pH | 6.5–7.5 และ 6–8 (สองแหล่ง) |
| ความกระด้าง (GH) | 4.5–14 (หนึ่งแหล่ง) |
| ขนาดตัวโตเต็มที่ | 12–15 ซม., 15–20 ซม. และราว 20 ซม. (สามแหล่ง) |
เรื่องอุณหภูมิ แหล่งหนึ่งจัดให้เป็นปลาน้ำเย็นที่ทนน้ำเย็นได้ดีกว่าความร้อน และบอกว่าปลาจะลำบากในที่ที่ร้อนจัด อีกแหล่งหนึ่งกลับบอกว่าปลาไวต่อความเย็น และแนะนำให้รักษาอุณหภูมิไว้สูงกว่า 13 °C (55 °F) แหล่งนี้ยังเตือนให้เลี่ยงการเปลี่ยนแปลงค่า pH อย่างฉับพลัน
ขนาดตู้ปลา: แหล่งหนึ่งแนะนำตู้อย่างน้อย 60 ลิตรสำหรับปลาหนึ่งตัว และเพิ่มราว 30 ลิตรต่อปลาทุกตัวที่เพิ่มขึ้น และบอกว่าเลี้ยงในบ่อกลางแจ้งได้ด้วย อีกแหล่งหนึ่งแนะนำตู้อย่างน้อย 30 แกลลอนสหรัฐ (ราว 114 ลิตร) และให้ใช้ระบบกรองที่น้ำไหลเบา เช่น สเปรย์บาร์หรือลิลลี่ไพพ์ เพราะปลาว่ายน้ำไม่เก่ง แหล่งหนึ่งแนะนำให้เปลี่ยนน้ำ 10–15% ทุกสัปดาห์
อาหารปลา: ควรให้แต่น้อย เพราะลำตัวที่กลมแน่นทำให้อวัยวะภายในเบียดกัน การให้อาหารมากเกินไปจึงทำให้เกิดปัญหา แหล่งหนึ่งแนะนำให้ใช้อาหารเม็ดสำหรับปลาทองที่มีคุณภาพเป็นอาหารหลัก แช่น้ำก่อนให้ เสริมผักต้มสับเพื่อป้องกันท้องผูก และให้อาหารสดหรืออาหารแช่แข็งเป็นครั้งคราวเท่านั้น อีกแหล่งหนึ่งแนะนำให้วันละสองครั้ง ครั้งละเท่าที่ปลากินหมดภายใน 2 นาที และเสริมอาหารแช่แข็งกับอาหารจากพืช
ปลาที่เลี้ยงร่วมกันได้: เอกสารแนะนำการเลี้ยงฉบับหนึ่งบอกว่าเลี้ยงร่วมกับปลาที่แข็งแรงและชอบน้ำเย็นได้ เช่น ปลาม้าลาย (zebra danio) หรือ pearl danio ควรแยกจากปลาที่ชอบตอดครีบ ปลาที่ว่ายเร็ว และปลาที่ก้าวร้าว และระวังว่าปลาทองอาจกินกุ้ง
การเพาะพันธุ์
แหล่งหนึ่งบอกว่าปลาวางไข่ในตู้ที่บ้านได้ วิธีหนึ่งคือลดอุณหภูมิน้ำลงไปที่ราว 18 °C แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นวันละประมาณ 2 °C ตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ได้มากถึงราว 1,000 ฟอง ควรแยกไข่ออกเร็วเพื่อไม่ให้พ่อแม่ปลากิน และใช้เมทิลีนบลูช่วยลดเชื้อรา แต่เอกสารแนะนำการเลี้ยงอีกฉบับบอกว่าการเพาะในตู้ไม่ง่าย และอาจต้องเตรียมตู้แยกที่จำลองสภาพฤดูใบไม้ผลิ
ในช่วงผสมพันธุ์ ตัวผู้จะมีตุ่มสีขาว (breeding tubercles) ขึ้นที่แผ่นปิดเหงือกและหัว
สุขภาพ
แหล่งหนึ่งบอกว่าปลาชนิดนี้มีปัญหาถุงลมได้ง่าย และโยงเรื่องนี้กับลำตัวกลมที่ได้จากการคัดพันธุ์ แหล่งนี้ยังบอกว่ารูปร่างที่สุดโต่งอาจทำร้ายกระดูกสันหลังและอวัยวะภายใน และทำให้อายุสั้นลง เอกสารแนะนำการเลี้ยงฉบับหนึ่งบอกว่าปัญหาถุงลม ท้องอืด และท้องผูกพบบ่อย และส่วนใหญ่มาจากการให้อาหารมากเกินไป และบอกด้วยว่าลำตัวกลมทำให้กระดูกสันหลังคดได้
อีกแหล่งหนึ่งบอกว่าปลาทองเกล็ดแก้วป่วยง่ายกว่าปลาทองทั่วไป ปัญหาที่พบบ่อยคือระบบย่อยอาหารผิดปกติ จุดขาว ครีบเปื่อย เลือดออก และตาขุ่น
การเลือกซื้อ
- ซื้อจากผู้เพาะหรือร้านที่เชื่อถือได้ และดูปลาสักพักก่อนซื้อว่ามีอาการป่วยหรือว่ายน้ำผิดปกติหรือไม่
- เลือกตัวที่สดใส ตื่นตัว และมีสีเข้มที่ลามไปถึงครีบ
- หน้าร้านขายปลาแห่งหนึ่งบอกว่าหลังขนส่งสีปลาอาจดูซีด และมักกลับมาเมื่อปลาปรับตัวได้แล้ว
- ปลาตัวเล็กยังไม่แสดงลำตัวกลมและเกล็ดมุกชัดเจน จึงดูคุณภาพได้ยาก
ข้อถกเถียง
แหล่งหนึ่งระบุว่าผู้เลี้ยงบางส่วนและผู้รณรงค์ด้านสวัสดิภาพสัตว์มองว่าการคัดพันธุ์ปลาทองให้มีรูปร่างสุดโต่งเป็นเรื่องทารุณ และบอกว่าปลาทองหางเดี่ยว เช่น ปลาทองโคเมท มีปัญหาสุขภาพน้อยกว่า เอกสารแนะนำการเลี้ยงอีกฉบับก็ตั้งข้อกังวลเชิงจริยธรรมเรื่องการคัดพันธุ์ที่ทำให้ร่างกายผิดรูป และบอกว่าปลาทองหางเดี่ยวอาจแข็งแรงกว่าและอายุยืนกว่า
คำถามที่พบบ่อย
ปลาทองเกล็ดแก้วเลี้ยงยากไหม
ยากกว่าปลาทองทั่วไป เพราะว่ายน้ำไม่เก่ง มีปัญหาถุงลม ท้องอืด และท้องผูกได้ง่าย และแหล่งหนึ่งบอกว่าป่วยง่ายกว่าปลาทองธรรมดา ต้องให้อาหารแต่น้อยและใช้ระบบกรองที่น้ำไหลเบา
ควรใช้ตู้ปลาขนาดเท่าไร
แหล่งข้อมูลให้ไว้ต่างกัน แหล่งหนึ่งแนะนำอย่างน้อย 60 ลิตรสำหรับปลาหนึ่งตัว และเพิ่มราว 30 ลิตรต่อตัวที่เพิ่มขึ้น อีกแหล่งหนึ่งแนะนำอย่างน้อย 30 แกลลอนสหรัฐ (ราว 114 ลิตร)
อุณหภูมิที่เหมาะสมคือเท่าไร
สามแหล่งให้ไว้ที่ 18–27 °C, 17–28 °C และ 18–26 °C แหล่งหนึ่งบอกว่าปลาทนน้ำเย็นได้ดีกว่าความร้อน อีกแหล่งหนึ่งแนะนำให้รักษาน้ำไว้สูงกว่า 13 °C เพราะปลาไวต่อความเย็น
ทำไมปลาทองเกล็ดแก้วถึงมีปัญหาถุงลมบ่อย
แหล่งหนึ่งโยงปัญหานี้กับลำตัวกลมที่ได้จากการคัดพันธุ์ ส่วนเอกสารแนะนำการเลี้ยงอีกฉบับบอกว่าส่วนใหญ่มาจากการให้อาหารมากเกินไป
ปลาที่ซื้อมาสีซีด จะกลับมาไหม
หน้าร้านขายปลาแห่งหนึ่งบอกว่าสีอาจซีดหลังขนส่ง และมักกลับมาเมื่อปลาปรับตัวได้แล้ว






