โรค · อ่านประมาณ 8 นาที

หนอนสมอ เห็บปลา: วิธีสังเกต คีบออก และกำจัดให้หมดทั้งตู้ปลา

AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 11 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง

สรุปย่อ

  • หนอนสมอ (Lernaea) และเห็บปลา (Argulus) เป็นปรสิตกลุ่มครัสเตเชียน ไม่ใช่หนอน หนอนสมอดูเป็นเส้นยาวปักแน่นอยู่ในเนื้อปลา ส่วนเห็บปลาเป็นแผ่นกลมแบนที่คลานและว่ายไปมาบนตัวปลาได้
  • ถ้าเป็นปลาตัวใหญ่ ให้คีบหนอนสมอออกด้วยแหนบแล้วใส่ยาฆ่าเชื้อที่แผล ส่วนเห็บปลาคีบออกได้เช่นกัน แต่ต้องรักษาทั้งตู้ปลาด้วย เพราะตัวอ่อนและไข่ยังอยู่ในน้ำ การรักษาจึงต้องทำต่อเนื่องหลายสัปดาห์

หนอนสมอและเห็บปลาคืออะไร

หนอนสมอ (Lernaea) ไม่ใช่หนอน แต่เป็นโคพีพอด (copepod) ซึ่งเป็นครัสเตเชียนปรสิต ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ Lernaea cyprinacea เฉพาะตัวเมียเท่านั้นที่เกาะอยู่บนตัวปลาไปตลอด ตัวผู้ใช้ชีวิตอิสระและตายหลังผสมพันธุ์ ตัวเมียจะมุดลงใต้ผิวหนังปลาและโตเป็นตัวเต็มวัยอยู่ตรงนั้น ตัวเมียโตเต็มวัยอยู่บนตัวปลาได้ราว 30 วัน หนอนสมอพบบ่อยในปลาทองและปลาคาร์ป (โคอิ) โดยเฉพาะหน้าร้อน

วงจรชีวิตเริ่มจากไข่ฟักเป็นตัวอ่อนระยะ Nauplius ที่ว่ายน้ำอิสระ แล้วลอกคราบเป็นระยะ Metanauplius ซึ่งต้องเกาะปลาชั่วคราว ผสมพันธุ์กันที่ตัวอ่อนระยะที่ 5 จากนั้นตัวเมียจะเกาะถาวรและออกลูกต่อเนื่อง ที่อุณหภูมิ 25–30 °C ไข่ฟักภายใน 1–3 วัน และในน้ำอุ่นวงจรชีวิตอาจครบได้ใน 18–25 วัน

เห็บปลา (Argulus) เป็นครัสเตเชียนในชั้น Branchiura เป็นญาติกับกุ้งและแมลงน้ำ ยาว 5–10 มม. จัดเป็นปรสิตปลาตัวใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่ง วงจรชีวิตเป็นแบบตรง ต้องการโฮสต์แค่ปลาเท่านั้น แหล่งหนึ่งระบุว่าวงจรชีวิตเฉลี่ย 30–60 วัน อีกแหล่งระบุ 30–100 วัน ทั้งสองแหล่งบอกว่าขึ้นกับอุณหภูมิ ตัวอย่างเช่นไข่ของ Argulus japonicus ฟักใน 10 วันที่ 35 °C แต่ใช้ 61 วันที่ 15 °C

เห็บตัวเมียจะออกจากตัวปลาไปวางไข่บนไม้น้ำและวัตถุใต้น้ำ แล้วกลับมาเกาะปลาอีก เห็บตัวเต็มวัยอยู่ได้หลายวันโดยไม่มีโฮสต์ ส่วนตัวอ่อนจะเริ่มหาปลาประมาณ 4 วันหลังฟัก เห็บปลาพบไม่บ่อยในปลาสวยงามตู้ไม้น้ำ แต่พบบ่อยมากในปลาทองและโคอิ เคยมีรายงานว่าพบในปลาทองและโคอิที่วางขายตามร้านด้วย

อาการและวิธีแยกหนอนสมอกับเห็บปลา

หนอนสมอ

  • เห็นเป็นเส้นคล้ายด้าย สีขาว เขียว หรือใส ยื่นออกมาจากตัวปลา ส่วนหัวปักอยู่ในเนื้อ แหล่งหนึ่งระบุความยาวราว 5–20 มม. อีกแหล่งระบุ 8–16 มม. ส่วนหัวมีรูปร่างเหมือนสมอและฝังลึกในตัวปลา
  • ตัวเมียโตเต็มวัยอาจมีถุงไข่สองถุงห้อยอยู่ที่ปลาย
  • จุดที่เกาะมักแดง อักเสบ หรือเป็นแผล พบบ่อยที่โคนครีบ หลังแผ่นปิดเหงือก รอบปาก และที่เหงือก
  • ปลาว่ายผิดปกติ เสียการทรงตัว ผอม และกินน้อยลง ถ้าเกาะที่ปากปลาจะงับอาหารไม่ได้ ลูกปลาวัยอ่อนอาจตัวงอ
  • ปลาคัน ว่ายพล่าน และถูตัวกับผนังตู้ ถ้าอาการหนักจะซึม ไม่กินอาหาร และตาย

เห็บปลา

  • เห็นเป็นจุดสีเข้ม แบน รูปไข่บนผิวปลา มองยากถ้ามันไม่ขยับ แต่ถ้าเกาะที่ครีบจะเห็นง่ายกว่า
  • มักซ่อนอยู่ในซอกหลังครีบหรือรอบหัว ในตู้อาจเห็นเห็บว่ายจากปลาตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง
  • ปลาถูตัว สะดุ้ง หรือพุ่งเบียดตัว (flashing) ต่อมาจะซึม และมีรอยแดงเฉพาะตรงจุดที่เห็บดูด
  • เห็บหลุดออกจากตัวปลาได้เร็วมากเมื่อช้อนปลาขึ้นจากน้ำ จึงต้องตรวจให้ไว
หนอนสมอเห็บปลา
รูปร่างเส้นยาวคล้ายด้ายแผ่นกลมแบนรูปไข่
การเคลื่อนที่ปักแน่นอยู่กับเนื้อ ไม่ขยับไปไหนคลานและว่ายบนตัวปลาได้เร็ว
ขนาด5–20 มม. หรือ 8–16 มม. แล้วแต่แหล่ง5–10 มม.

สาเหตุและที่มา

  • หนอนสมอเข้าตู้ส่วนใหญ่มากับปลาใหม่ที่ไม่ได้กักโรคและตรวจก่อน
  • น้ำจากบ่อที่มีปลาป่วยมีตัวอ่อนหนอนสมอที่ว่ายอิสระอยู่มาก และแพร่โรคได้
  • หนอนสมอเติบโตได้ดีที่สุดที่ 20–30 °C และระบาดช่วงเปลี่ยนฤดูเพราะอุณหภูมิแกว่ง มันอยู่ได้ในช่วง 12–33 °C และที่ราว 33 °C จะตายง่าย
  • เห็บปลาเข้าตู้ได้ทางปลาที่จับจากธรรมชาติหรือปลาที่เลี้ยงในบ่อ และจำนวนมักเพิ่มขึ้นมากในหน้าร้อนและหน้าใบไม้ร่วง
  • มีกรณีตู้หนึ่งที่เห็บระบาดทั้งที่ไม่ได้เพิ่มปลาหรือไม้น้ำใหม่ ซึ่งสงสัยว่ามากับ Daphnia ที่ให้เป็นอาหารสด ส่วนการระบาดในอควาเรียมสาธารณะแห่งหนึ่ง สงสัยว่ามากับปลากะพงขาว (barramundi) ที่ปล่อยลงไปเมื่อ 12 สัปดาห์ก่อน

สิ่งที่ควรทำตอนนี้

  • ถ้าเป็นปลาตัวใหญ่ ให้คีบหนอนสมอออกด้วยแหนบแล้วคอยดูแผลให้ดี
  • หลังคีบออก ให้แต้มแผลด้วยโพวิโดน-ไอโอดีนเจือจางจนเป็นสีชาอ่อน หรือใช้เมทิลีนบลู 1 หยด
  • เห็บปลาก็คีบออกด้วยแหนบได้ แต่วิธีนี้ไม่ได้กำจัดเห็บและไข่ที่อยู่ในน้ำและในตู้
  • แม้เห็นเห็บเพียงตัวเดียวก็ควรเริ่มรักษาทันที และคอยดูว่ามีโรคแทรกซ้อนตามมาหรือไม่

ขั้นตอนคีบหนอนสมอ

  1. ฆ่าเชื้อแหนบปลายเล็ก เตรียมผ้าชุบน้ำหมาดๆ กะละมังใส่น้ำจากตู้ และยาฆ่าเชื้อไว้ให้พร้อม
  2. ช้อนปลาขึ้นมาเบาๆ วางบนผ้าชื้น แล้วหาจุดที่หนอนปักลงไปในผิว
  3. คีบหนอนให้ชิดผิวปลามากที่สุด อย่าคีบตรงกลางหรือปลายตัวหนอน
  4. ดึงออกช้าๆ สม่ำเสมอ และตรง ห้ามบิดหรือกระชาก แล้วดูว่าส่วนหัวรูปสมอหลุดออกมาครบ
  5. ฆ่าเชื้อแผลทันที ปล่อยปลาลงกะละมังน้ำจากตู้ แล้วจึงย้ายกลับตู้หลักหรือตู้พยาบาล ปลาแต่ละตัวควรใช้เวลาอยู่นอกน้ำราว 2–3 นาทีเท่านั้น

อีกแหล่งหนึ่งแนะนำให้แยกปลาและวางยาสลบปลาก่อนคีบ แล้วค่อยพาปลาฟื้นตัวหลังเสร็จ

การรักษาหนอนสมอ

หลักสำคัญคือ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ต้องรักษาทั้งระบบ ให้ครอบคลุมทุกระยะของปรสิต รวมถึงระยะที่อยู่นอกตัวปลาด้วย และเพราะหนอนสมอตัวเมียอยู่บนตัวปลาได้ราว 30 วัน การรักษาจึงต้องต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ยาที่ใส่ในน้ำส่วนใหญ่ฆ่าได้แค่ตัวอ่อน เพราะตัวเต็มวัยมีเนื้อเยื่อปลาห่อหุ้มไว้ ตัวเต็มวัยจึงต้องคีบออกด้วยมือ

สารยับยั้งการสร้างไคติน

  • ไดฟลูเบนซูรอน (diflubenzuron) ยับยั้งการสร้างไคติน ทำให้ตัวอ่อนลอกคราบไม่ได้ แหล่งหนึ่งแนะนำให้ใส่ซ้ำหลัง 7–10 วัน และรักษาต่อเนื่อง 3–4 สัปดาห์
  • อีกแหล่งหนึ่งใช้ไดฟลูเบนซูรอน 1 ก./ลบ.ม. ใส่ 4 ครั้งภายใน 15 วัน และเปลี่ยนน้ำ 20% ก่อนใส่ยาทุกครั้ง ยานี้อาจทำให้ปลาซึม
  • ลูเฟนูรอน (lufenuron) ออกฤทธิ์คล้ายกับไดฟลูเบนซูรอน

เกลือ

  • UF/IFAS ระบุว่าเกลือ 4.8 ก./ลิตร แช่ต่อเนื่องได้นานถึงราว 30 วัน เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับปลาเศรษฐกิจที่ทนความเค็มได้ แต่ก็บันทึกไว้ด้วยว่าผลของเกลือกับหนอนสมอไม่แน่นอน
  • แหล่งหนึ่งแนะนำเกลือสำหรับตู้ปลาราว 1 ช้อนโต๊ะต่อ 20 ลิตรในตู้พยาบาล และไม่ควรใช้เกลือกับปลาหนังไม่มีเกล็ด
  • อีกแหล่งให้แช่ปลาในน้ำเกลือ 3% ระยะสั้น แล้วตามด้วยการแช่ยาวในน้ำเกลือ 0.2%
  • อีกแหล่งให้แช่เกลือ 0.3% (300 ก./100 ลิตร) ราว 1 สัปดาห์ และเพิ่มอุณหภูมิน้ำเป็น 32 °C เพื่อฆ่าไข่ รวมถึงฆ่าเชื้อตู้ด้วยความเข้มข้นเท่ากันนาน 7 วัน

ด่างทับทิม (KMnO₄)

  • แหล่งหนึ่งให้แช่ด่างทับทิม 10–25 ก./ลบ.ม. นาน 1 ชั่วโมง
  • อีกแหล่งให้แช่ 0.6 ก. ต่อน้ำ 8 ลิตร ราว 5 นาที ซึ่งเข้มข้นกว่ามากเมื่อเทียบกับ 10–25 ก./ลบ.ม. ของแหล่งอื่น การใช้ด่างทับทิมเกินขนาดเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย

ใบ xoan (lá xoan)

  • แหล่งหนึ่งใช้ใบสด 3 กก./ลบ.ม. ใส่ถุงตาข่ายแช่ไว้ ทุก 3 วันให้เปลี่ยนน้ำ 30–50% และใส่ใบใหม่ รวมเวลาราว 14 วัน
  • อีกแหล่งใช้ 0.3–0.5 กก./ลบ.ม.

ออร์กาโนฟอสเฟต

  • การแช่ยาวด้วยออร์กาโนฟอสเฟต เช่น ไตรคลอร์ฟอน (trichlorfon) ได้ผลกับปลาสวยงามที่เป็นหนอนสมอ แต่ควรถามผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพปลาก่อนว่าใช้ได้ถูกกฎหมายหรือไม่
  • อีกแหล่งให้ใช้ไตรคลอร์ฟอนเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะกะขนาดยาให้ปลอดภัยในตู้เล็กได้ยาก

เสริมความแข็งแรง: ระหว่างรักษาให้เสริมวิตามินซีและเอนไซม์ช่วยย่อย ลดความหนาแน่นของปลา และปรับคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น

การรักษาเห็บปลา

  • ยาที่ใช้ต้องจัดการเห็บได้ทั้งตัวเต็มวัย ตัวอ่อน และไข่ ทั้งที่อยู่บนตัวปลาและในตู้
  • แหล่งหนึ่งให้เพิ่มความเค็มเป็นอันดับแรก ถ้าไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนไปใช้ยากำจัดปรสิตภายนอก เช่น ออร์กาโนฟอสเฟต หรือสารยับยั้งการสร้างไคติน
  • การแช่ยาวในน้ำเกลือ 0.02–0.2% อาจช่วยคุมไม่ให้เห็บกลับมาเกาะซ้ำ
  • ออร์กาโนฟอสเฟตมักต้องใช้ 3 ครั้งจึงจะกำจัดเห็บได้ครบทุกระยะ ยากลุ่มนี้ไม่อนุญาตให้ใช้กับปลาในอังกฤษ ส่วนในสหรัฐฯ ยังไม่มียาที่ FDA รับรองสำหรับรักษาเห็บ Argulus และผลิตภัณฑ์ไตรคลอร์ฟอนชื่อ Dylox 80 ก็เลิกผลิตไปแล้ว
  • แหล่งหนึ่งระบุว่าสารยับยั้งการสร้างไคติน (เช่น ไดฟลูเบนซูรอน) ได้ผลดีกับเห็บปลาและปลอดภัยกับปลา เพราะไปหยุดการลอกคราบของเห็บ
  • ในการระบาดที่อควาเรียมสาธารณะแห่งหนึ่ง ใช้ไดฟลูเบนซูรอน 0.01 มก./ลิตร แช่ยาว เปลี่ยนน้ำ 50% แล้วเติมยาใหม่ทุก 7 วัน รวมราว 6 สัปดาห์ เห็บหมดตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 และไม่กลับมาอีกใน 8 เดือน ครั้งนั้นเพิ่มอุณหภูมิจาก 82–84 °F เป็น 86 °F เพื่อเร่งวงจรชีวิตเห็บ และไม่ใช้ฟอร์มาลินกับออร์กาโนฟอสเฟตเพราะเป็นพิษต่อสัตว์บางชนิดในตู้
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีไดฟลูเบนซูรอน 291.2 มก./100 มล. ซึ่งใช้ได้ทั้งกับเห็บปลาและหนอนสมอ กำหนดให้ใช้ 10 มล. ต่อ 364 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วัน เปลี่ยนน้ำบางส่วน แล้วใส่ซ้ำ ไม่เกิน 4 ครั้ง ห้ามใช้เมื่อน้ำต่ำกว่า 10 °C หรือสูงกว่า 30 °C ต้องปิดหลอด UV 10 วัน เปิดออกซิเจนแรงๆ ห้ามใช้ช่วงอากาศร้อนชื้นหรือมีพายุฝนฟ้าคะนอง และห้ามผสมกับยาอื่น

ข้อควรระวังกับกุ้ง หอย และปลาหนัง

  • สารยับยั้งการสร้างไคติน (ไดฟลูเบนซูรอน ลูเฟนูรอน) ทำให้ครัสเตเชียนตาย จึงต้องย้ายกุ้งออกก่อนรักษา รายงานการระบาดในอควาเรียมก็ไม่ได้เก็บข้อมูลผลต่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังแยกไว้
  • โดยรวมแล้วหอยปลอดภัยกับยารักษาหนอนสมอส่วนใหญ่
  • ไม่ควรใช้เกลือกับปลาหนังไม่มีเกล็ด

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คีบกลางตัวหนอนสมอจนขาด แล้วส่วนหัวรูปสมอยังค้างอยู่ในเนื้อปลา
  • รอให้หนอนสมอหลุดไปเอง ซึ่งไม่ควรทำ เพราะระหว่างนั้นมันยังดูดกินและปล่อยไข่ต่อไป
  • รักษาแค่ตัวปลาแต่ไม่จัดการตู้ ตัวอ่อนจึงกลับมาเกาะซ้ำ
  • คีบเห็บออกอย่างเดียวโดยไม่จัดการน้ำและตู้ ทำให้ยังมีเห็บเหลือและกลับมาเกาะใหม่
  • ปล่อยกุ้งไว้ในตู้ตอนใช้สารยับยั้งการสร้างไคติน ใช้เกลือกับปลาไม่มีเกล็ด หรือใช้ด่างทับทิมเกินขนาด

การป้องกัน

  • กักโรคปลาใหม่อย่างเคร่งครัดและตรวจให้ดีก่อนปล่อยลงตู้ ซื้อปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ตรวจลูกปลาก่อนปล่อย ถ้าพบหนอนสมอให้แช่ด่างทับทิม
  • เปลี่ยนน้ำสม่ำเสมอ ลดของเสียอินทรีย์และตะกอนที่พื้น เพิ่มออกซิเจน ลดความหนาแน่นของปลา และฆ่าเชื้ออุปกรณ์
  • แหล่งหนึ่งแนะนำให้แช่ปลาในน้ำเกลือ 2–3% นาน 15–20 นาทีเป็นระยะ เพื่อฆ่าไข่ปรสิต
  • อาหารสดอย่าง Daphnia อาจพาเห็บปลาเข้าตู้ได้

เมื่อไรต้องกังวล

  • หนอนสมอแค่ 2–3 ตัวก็ทำให้ปลาเล็กเสียการทรงตัวและตายได้ และโรคนี้ทำให้ลูกปลาตายมาก
  • ถ้าติดหนอนสมอหนัก ปลาจะทรุดโทรมและติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อนได้ง่าย
  • แผลที่เห็บดูดอาจติดเชื้อ Pseudomonas หรือ Aeromonas แทรกซ้อนแล้วลามไปถึงเหงือก ตัวเห็บเองก็อาจพาเชื้อ Aeromonas เชื้อรา Saprolegnia และเป็นพาหะของไวรัส SVC (โรคเลือดออกฤดูใบไม้ผลิในปลาคาร์ป)
  • หลังติดเห็บ ปลาที่เครียดมักเป็นโรคจุดขาวและ Costia ตามมาได้ง่าย

คำถามที่พบบ่อย

หนอนสมอเป็นหนอนจริงไหม

ไม่ใช่ แม้จะเรียกว่าหนอน แต่จริงๆ แล้วเป็นโคพีพอด ซึ่งเป็นครัสเตเชียนปรสิต เช่นเดียวกับเห็บปลาที่ก็เป็นครัสเตเชียน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหนอนสมอหรือเห็บปลา

หนอนสมอเป็นเส้นยาวคล้ายด้ายที่ปักแน่นอยู่ในเนื้อปลา ส่วนเห็บปลาเป็นแผ่นกลมแบนรูปไข่ที่คลานและว่ายไปมาบนตัวปลาได้เร็ว และหลุดออกได้ไวเมื่อช้อนปลาขึ้นจากน้ำ

คีบหนอนสมอออกแล้วต้องรักษาตู้ต่อหรือไม่

ต้องรักษา ยาในน้ำส่วนใหญ่ฆ่าได้แค่ตัวอ่อน ส่วนตัวเต็มวัยต้องคีบออกด้วยมือ ถ้ารักษาแค่ตัวปลาแต่ไม่จัดการตู้ ตัวอ่อนจะกลับมาเกาะซ้ำ และเพราะตัวเมียอยู่บนตัวปลาได้ราว 30 วัน การรักษาจึงต้องต่อเนื่องหลายสัปดาห์

ใช้ยาไดฟลูเบนซูรอนในตู้ที่มีกุ้งได้ไหม

ไม่ได้ สารยับยั้งการสร้างไคตินทำให้ครัสเตเชียนตาย ต้องย้ายกุ้งออกก่อนรักษา ส่วนหอยโดยรวมปลอดภัยกับยารักษาหนอนสมอส่วนใหญ่

ใช้เกลือรักษาได้ผลไหม

สำหรับเห็บปลา แหล่งหนึ่งให้ใช้ความเค็มเป็นทางเลือกแรก ถ้าไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนไปใช้ออร์กาโนฟอสเฟตหรือสารยับยั้งการสร้างไคติน ส่วนหนอนสมอ มีบันทึกว่าผลของเกลือไม่แน่นอน และไม่ควรใช้เกลือกับปลาหนังไม่มีเกล็ด

แหล่งอ้างอิง

  1. UF/IFAS FA185 – Lernaea (Anchorworm) Infestations in Fish (Steckler & Yanong)
  2. UF/IFAS FA184 – Argulus (Fish Louse) Infections in Fish
  3. WikiVet – Fish Louse
  4. Fishdoc – Argulus, The Fish Louse
  5. Hadfield, Jones & Clayton – Argulus outbreak treated with diflubenzuron (National Aquarium), VIN
  6. NT Labs Koi Care Argusol
  7. Sở NN&MT Thanh Hóa – Bệnh trùng mỏ neo và biện pháp phòng, điều trị trên cá nuôi, cá cảnh (ภาษาเวียดนาม)
  8. Dylan Vina – Trùng mỏ neo trên cá nước ngọt (Lernaeosis) (ภาษาเวียดนาม)
  9. Gensou – Anchor Worm in Fish: Identification and Removal
  10. Koisale – Fish Parasites P3 (koi & goldfish health)
  11. Prevalence of Argulus on ornamental fish (goldfish, koi) in Iran – PMC