โรค · อ่านประมาณ 8 นาที
ปลาเสียการทรงตัว ว่ายตะแคง ลอยหงาย: สาเหตุและวิธีรักษาโรคถุงลม
AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 7 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง

สรุปย่อ
- ปลาที่ลอยค้างผิวน้ำ จมนอนก้นตู้ ว่ายหัวทิ่ม หรือว่ายตะแคง อาจมีปัญหาที่ถุงลม อาการนี้เป็นสัญญาณที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้เป็นโรคเดียว จึงไม่มีวิธีรักษาแบบเดียวที่ใช้ได้ทุกกรณี
- สิ่งแรกที่ควรทำคือวัดคุณภาพน้ำ (แอมโมเนีย ไนไตรต์ ไนเตรต) และแก้ทุกค่าที่ผิดปกติ จากนั้นย้ายปลาไปตู้แยกที่น้ำสะอาดและมีออกซิเจนเพียงพอ แล้วลองงดอาหารสักระยะก่อนให้ถั่วลันเตาต้มบด ซึ่งให้ได้เฉพาะปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์
ถุงลมคืออะไร และทำไมปลาจึงเสียการทรงตัว
ถุงลมเป็นถุงที่บรรจุแก๊สอยู่ภายในตัวปลา ช่วยให้ปลาลอยตัวอยู่ในน้ำได้โดยไม่ต้องออกแรง ถ้าไม่มีถุงลม ปลาจะจมเพราะตัวปลามีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ ปลาตระกูลปลาตะเพียน เช่น ปลาทอง ปลาคาร์ป ปลาบาร์บ และปลาซิว มีถุงลมสองห้องที่เชื่อมกันด้วยท่อเล็ก ๆ ส่วนปลาชนิดอื่นส่วนใหญ่มีห้องเดียว
ปลาทองมีท่อเชื่อมระหว่างหลอดอาหารกับถุงลม หลายแหล่งจึงโยงเรื่องอาหารและการฮุบอากาศเข้ากับการลอยตัวที่ผิดปกติ นักวิจัยญี่ปุ่นเรียกอาการปลาทองพลิกคว่ำว่า "โรคเท็นปูขุ" และหลายกรณีหาสาเหตุไม่พบ
สิ่งที่ควรเข้าใจไว้ก่อนคือ ความผิดปกติของถุงลมเป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้เป็นโรคเดียว จึงไม่มีวิธีรักษาแบบเดียว อาการอาจเป็นเพียงชั่วคราวหรืออาจเป็นถาวรก็ได้
อาการที่พบ
- ลอยค้างที่ผิวน้ำหรือจมอยู่ก้นตู้ มักเริ่มเป็นแบบกะทันหัน
- ว่ายหัวทิ่มลง หรือว่ายเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
- ถุงลมพองเกิน: ปลาลอยขึ้นและลอยตะแคงหรือหงายท้อง ผิวส่วนที่โผล่พ้นน้ำอาจแห้ง เป็นแผล หรือติดเชื้อได้
- ถุงลมแฟบ ยุบ แตก หรือมีของเหลวอยู่ข้างใน: ปลาจะจม และท้องอาจถลอกเพราะครูดกับพื้นตู้
- ปลาทองที่เป็นมักยังตื่นตัวและกินอาหารตามปกติ ส่วนปลาตัวอื่นในตู้มักไม่เป็นอะไร โดยทั่วไปมักพบแค่ตัวเดียวในตู้
ปลาที่นอนหงายท้องอยู่ยังไม่แน่ว่าตายแล้ว ถ้ายังหายใจอยู่ ก็มีแนวโน้มว่าเป็นความผิดปกติของถุงลม อย่างไรก็ตาม อาการที่เห็นจากภายนอกแทบไม่บอกสาเหตุที่แท้จริง การเอกซเรย์โดยสัตวแพทย์เป็นวิธีตรวจที่เชื่อถือได้มากที่สุด เพราะถุงลมที่มีแก๊สจะเห็นเป็นบริเวณสีเข้ม จึงดูขนาด ตำแหน่ง การยุบตัว หรือของเหลวข้างในได้
อาการที่คล้ายกันแต่อาจเป็นเรื่องอื่น
- การติดเชื้อบางชนิด พิษจากแอมโมเนีย และการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงหรือสารกำจัดศัตรูพืช ทำลายระบบประสาทได้ ทำให้ปลาว่ายเปะปะไม่ประสานกันจนดูคล้ายปัญหาถุงลม
- พิษจากไนเตรตในปลาทองทำให้ปลามึนงง ว่ายผิดปกติ และตัวงอเป็นรูปตัว C ปลาทองทนไนเตรตได้ราว 20 ppm ก่อนจะแสดงอาการ
- พิษจากไนไตรต์เริ่มแสดงอาการได้ที่ประมาณ 0.75 ppm ค่าที่ปลอดภัยที่สุดของทั้งแอมโมเนียและไนไตรต์คือ 0 ppm
- ถ้าท้องบวม เกล็ดตั้งขึ้น และปลาไม่กินอาหาร มีโอกาสเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียมากกว่า
สาเหตุ
- แก๊สในทางเดินอาหาร: เกิดจากลำไส้ติดเชื้อหรือระบบย่อยอาหารมีปัญหา ทำให้ปลาลอยได้
- อาหารและพฤติกรรมการกิน: อาหาร วิธีกิน และอาการท้องผูกอาจมีส่วน โดยเฉพาะในปลาทองและปลาตระกูลปลาตะเพียน แต่หลักฐานยังเป็นแค่หลักฐานแวดล้อม การกินที่ผิวน้ำและการฮุบอากาศอาจทำให้แก๊สสะสมจนปลาลอย ผู้เชี่ยวชาญบางคนสงสัยว่าอาหารเม็ดหรืออาหารแผ่นแบบลอยน้ำทำให้ปลาทองแฟนซีตัวกลมเป็นหนักขึ้นหรือเป็นตัวกระตุ้น และอุณหภูมิน้ำก็ดูจะเกี่ยวข้องด้วย
- การติดเชื้อ: แบคทีเรีย (เช่น ไมโคแบคทีเรีย ซึ่งเกี่ยวกับการสะสมของของเหลว) ไวรัส และเชื้อคล้ายราบางชนิดส่งผลต่อถุงลมได้ การติดเชื้อที่ถุงลมมักเป็นส่วนหนึ่งของการติดเชื้อทั่วร่างกาย
- เนื้องอกหรืออวัยวะข้างเคียงที่ป่วย: อาจกดทับหรือดันถุงลมให้เคลื่อนที่ เนื้องอกรักษาไม่ได้และมักทำให้ปลาตาย
- พันธุกรรมและรูปร่าง: ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือพัฒนาการ และรูปร่างที่ผิดธรรมชาติทำให้ปลาเป็นได้ง่ายขึ้น เช่น ปลาหมอม้าลาย (convict cichlid) ที่ผสมเลือดชิด ปลาหมอบลัดพาร์รอท และปลาทองแฟนซี
- อุณหภูมิเปลี่ยนกะทันหัน: เช่น เติมน้ำที่เย็นมากลงในตู้ปลาเขตร้อน มีรายงานในปลาบ่อเรื่องอุณหภูมิลดลงเร็วและของเสียไนโตรเจนสูง แต่หลักฐานส่วนใหญ่เป็นเพียงประสบการณ์เล่าต่อกัน
- การบาดเจ็บ: พบบ่อยในปลาที่หวงถิ่นอย่างปลาหมอสี
- พยาธิในลำไส้จำนวนมาก
- สาเหตุอื่นที่ผู้เลี้ยงรายงาน: ไขมันพอกตับ ถุงน้ำที่ไต ตัวเมียไข่ค้าง และท่อระหว่างลำไส้กับถุงลมเสียหายหรืออุดตัน
- ปลาออกลูกเป็นตัวที่ท้องแก่มาก เช่น ปลาสอดและปลาหางนกยูง รวมถึงปลาที่อ้วนเกินไป ก็ว่ายผิดปกติได้
- ออกซิเจนต่ำ: เกิดได้ง่ายในน้ำอุ่น ตู้ที่ไม่มีการเติมอากาศ หรือปลาที่เป็นโรคเหงือก และทำให้ปลาว่ายลำบาก
สิ่งที่ควรทำทันที
- วัดคุณภาพน้ำทุกครั้ง ทั้งแอมโมเนีย ไนไตรต์ และไนเตรต แล้วแก้ค่าที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะดูเหมือนเป็นสาเหตุหรือไม่ก็ตาม
- ถ้าแอมโมเนียหรือไนไตรต์สูง ให้เปลี่ยนน้ำบางส่วนบ่อย ๆ ในกรณีรุนแรง มีแหล่งที่แนะนำให้เปลี่ยน 30%–50% ทุก 4 ชั่วโมง พร้อมดูดของเสียออกจากพื้นตู้
- ถ้าดูเหมือนปลาช็อก ให้ปิดไฟให้ปลาได้พัก ในกรณีแบบนี้ปลามักฟื้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
- ย้ายปลาที่ป่วยไปตู้แยกที่น้ำสะอาดและเติมอากาศดี
- ปลาที่นอนก้นตู้ ให้ลดระดับน้ำลงเหลือราวครึ่งหนึ่ง ส่วนปลาที่ลอย ให้ลดแรงน้ำจากระบบกรองและใส่พืชลอยน้ำไว้ช่วยพยุงตัว
- ให้น้ำอยู่สูงกว่าตัวปลาเพียงไม่กี่นิ้ว แต่อย่าให้ตัวปลาโผล่พ้นน้ำ
ขั้นตอนดูแลตามลำดับ
- วัดคุณภาพน้ำและแก้ปัญหาแอมโมเนีย ไนไตรต์ หรือไนเตรต
- ย้ายปลาไปตู้พยาบาล
- งดอาหาร 2–3 วัน แล้วให้ถั่วลันเตา (เฉพาะปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์)
- ค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิ
- ถ้าผ่านไปไม่กี่วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะหรือพาไปหาสัตวแพทย์
การรักษา
งดอาหารและให้ถั่วลันเตา
- สำหรับปลาทองหรือปลาตระกูลปลาตะเพียนที่ลอย มีแหล่งแนะนำให้งดอาหารสักไม่กี่วัน หรือให้ถั่วลันเตาต้มบดเพื่อช่วยระบายลำไส้ แหล่งนี้ระบุว่าไม่มีอันตรายและคุ้มที่จะลอง แต่ไม่รับประกันว่าจะหาย
- ผู้เลี้ยงนิยมงดอาหาร 2–3 วัน แล้วให้ถั่วลันเตาต้มสุก ปอกเปลือก และบดละเอียด
- อีกแหล่งหนึ่งแนะนำว่า ถ้าท้องบวมและปลาไม่ยอมกิน ให้งดอาหาร 1–2 วันแล้วค่อยกลับมาให้ตามปกติ
- ถั่วลันเตาเหมาะกับปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์เท่านั้น ห้ามให้ปลากัด สำหรับปลากัดให้ใช้อาหารมีชีวิตที่มีเปลือกไคติน เช่น แมลงน้ำ แดฟเนีย (daphnia) หรือไรทะเลแทน
ปรับอุณหภูมิ
- ถ้าน้ำเย็นกว่า 22°C ให้เพิ่มอุณหภูมิขึ้นเล็กน้อย
- ถ้ายังไม่ดีขึ้น ผู้เลี้ยงบางกลุ่มเพิ่มอุณหภูมิเป็น 78–80°F และใส่เกลือ 8 ช้อนชาต่อน้ำ 5 แกลลอน
- อีกแหล่งระบุว่าในตู้พยาบาลที่ใช้น้ำจากตู้หลัก ตั้งฮีตเตอร์ได้สูงกว่าตู้หลักไม่เกิน 9°F แต่ปลาบางชนิดทนน้ำอุ่นหรือออกซิเจนที่ลดลงตามน้ำอุ่นไม่ได้ จึงควรอยู่ในช่วงที่ปลาชนิดนั้นทนได้
เมื่อสงสัยว่าติดเชื้อแบคทีเรีย
- ถ้างดอาหารและให้ถั่วแล้วไม่ได้ผล ควรพาไปหาสัตวแพทย์เพื่อเอกซเรย์ และอาจได้ยาปฏิชีวนะถ้าสงสัยว่าติดเชื้อแบคทีเรีย
- รักษาในตู้แยกเสมอ เพราะยาอาจทำลายแบคทีเรียดีในตู้หลัก ใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับปลาตามขนาดที่ผู้ผลิตกำหนด
- ยาปฏิชีวนะได้ผลดีกว่าเมื่อผสมในอาหาร การใส่ลงน้ำโดยตรงแทบไม่ได้ผล
- สูตรอาหารผสมยาทำเอง: เจลาติน 5 ก. น้ำร้อน 60 ก. อาหารแห้ง 30 ก. และยาปฏิชีวนะราว 0.5 ก. ให้กินอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 10 วัน เก็บไว้ในตู้เย็นและใช้ไม่เกิน 10 วัน
- แหล่งเดียวกันแนะนำให้แช่ปลาในเมทิลีนบลูและเกลืออย่างน้อยวันละครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากภายนอก
- ยาปฏิชีวนะทั่วไปอาจได้ผลกับการติดเชื้อแบคทีเรียที่ถุงลม แต่ผลไม่แน่นอน ปลาตัวเล็กมักต้องการุณยฆาต ส่วนปลาตัวใหญ่มีโอกาสฟื้นได้
สาเหตุอื่น ๆ
- การติดเชื้อไวรัสแทบรักษาไม่ได้เลย
- พยาธิในลำไส้รักษาด้วยยาถ่ายพยาธิ
- สัตวแพทย์ใช้เข็มดูดแก๊สส่วนเกินออกจากถุงลมที่พองเกินได้ แต่มักได้ผลแค่ชั่วคราว
- ตุ้มถ่วงที่ใส่ด้วยการผ่าตัดหรือทุ่นภายนอกช่วยแก้การลอยตัวได้ แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุ ในปลาทอง การรักษาด้วยยาและการผ่าตัดมักได้ผลไม่ดี สัตวแพทย์เคยทดลองฝังแท็กแบบสมอที่มีทุ่นไม้ก๊อกเล็ก ๆ เข้าไปในกล้ามเนื้อหลังขณะวางยาสลบ และแท็กผ้าอันแรกหลุดออกมาภายในห้าวัน
ข้อควรระวังระหว่างรักษา
- เกลือและยาปฏิชีวนะทำลายแบคทีเรียดีในระบบกรองได้ จึงต้องเฝ้าดูคุณภาพน้ำใกล้ชิด โดยเฉพาะตอนที่ลดระดับน้ำลง
- ถ้ามีส่วนของตัวปลาโผล่พ้นน้ำ ผู้เลี้ยงบางคนทาปิโตรเลียมเจลลีบาง ๆ ไว้
ความเชื่อผิดและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ความเชื่อ: ปลาที่ลอยหรือว่ายเปะปะทุกตัวเป็นโรคถุงลม ความจริง: การติดเชื้อ สารพิษ และแก๊สในลำไส้ทำให้เกิดอาการแบบเดียวกันได้
- ความเชื่อ: การงดอาหารหรือให้ถั่วลันเตารักษาได้แน่นอน ความจริง: เป็นวิธีที่พูดถึงกันมากและคุ้มที่จะลอง แต่ไม่รับประกันผล
- ให้อาหารมากเกินไปหรือใช้อาหารคุณภาพต่ำ
- เปลี่ยนน้ำทีละมาก ๆ
- ปล่อยให้อุณหภูมิแกว่งเร็ว
- ให้ถั่วลันเตากับปลากัด
- ใส่ยาปฏิชีวนะลงในตู้หลัก
- ใช้ตุ้มถ่วงหรือทุ่นแล้วคิดว่ารักษาแล้ว ทั้งที่แก้ได้แค่การลอยตัว แต่สาเหตุยังอยู่
การป้องกัน
- ให้อาหารแบบจม หรือแช่อาหารเม็ดจนจมก่อนให้ เพื่อให้ปลากลืนอากาศน้อยลง
- เลี้ยงปลาทองในน้ำที่อุ่นกว่าราว 70°F
- รักษาไนเตรตให้ต่ำกว่า 20 ppm
- ปริมาณอาหาร: แหล่งหนึ่งแนะนำให้เท่าที่ปลากินหมดในราว 3 นาที อีกแหล่งแนะนำมื้อเล็ก ๆ วันละ 1–2 ครั้ง เท่าที่ปลากินหมดใน 3–5 นาที
- ให้อาหารหลากหลาย ทั้งอาหารแห้ง อาหารมีชีวิต และผัก และงดอาหารสัปดาห์ละ 1 วัน ปลาแฟนซีควรได้อาหารที่มีกากใยสูง
- เปลี่ยนน้ำ 10–15% ทุกสัปดาห์ และดูดพื้นตู้ราวทุก 2 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงอุณหภูมิที่เปลี่ยนกะทันหันและการเลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป
- เซ็ตตู้ให้ครบวงจรไนโตรเจนและดูแลระบบกรองชีวภาพให้ดี
- กักโรคปลาใหม่ทุกครั้งเพื่อป้องกันพยาธิ หลีกเลี่ยงการเลี้ยงร่วมกับปลาก้าวร้าว และเพาะพันธุ์อย่างระมัดระวัง
เมื่อไรควรกังวล
- ท้องบวม เกล็ดตั้ง และปลาไม่กินอาหาร ซึ่งมีโอกาสเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย
- งดอาหารและให้ถั่วแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาสัตวแพทย์
- ถ้ารักษาไปหลายสัปดาห์แล้วปลาไม่ตอบสนอง อาการน่าจะเป็นถาวร
- หลายกรณีไม่ดีขึ้น การการุณยฆาตอาจเป็นทางเลือกที่เมตตาที่สุด ส่วนลูกปลาที่ตัวผิดรูปรักษาไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
ปลานอนหงายท้องแปลว่าตายแล้วหรือเปล่า
ยังไม่แน่ ถ้าปลายังหายใจอยู่ มีแนวโน้มว่าเป็นความผิดปกติของถุงลม ควรวัดคุณภาพน้ำและย้ายปลาไปตู้แยกที่น้ำสะอาดและเติมอากาศดี
ควรงดอาหารกี่วัน
แต่ละแหล่งบอกไม่เท่ากัน แหล่งหนึ่งบอกไม่กี่วัน ผู้เลี้ยงนิยมงด 2–3 วันแล้วให้ถั่วลันเตาต้มปอกเปลือกบด ส่วนอีกแหล่งแนะนำว่าถ้าท้องบวมและปลาไม่กิน ให้งด 1–2 วันแล้วกลับมาให้อาหารตามปกติ
ให้ถั่วลันเตากับปลากัดได้ไหม
ไม่ควร ถั่วลันเตาเหมาะกับปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์เท่านั้น สำหรับปลากัดให้ใช้อาหารมีชีวิตที่มีเปลือกไคติน เช่น แมลงน้ำ แดฟเนีย หรือไรทะเลแทน
ใส่ยาปฏิชีวนะลงตู้หลักได้ไหม
ไม่ควร ยาอาจทำลายแบคทีเรียดีในตู้หลัก ควรรักษาในตู้แยก และยาปฏิชีวนะได้ผลดีกว่าเมื่อผสมในอาหาร การใส่ลงน้ำโดยตรงแทบไม่ได้ผล
โรคถุงลมหายขาดได้ไหม
อาการอาจเป็นชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ หลายกรณีไม่ดีขึ้น และถ้ารักษาไปหลายสัปดาห์แล้วปลาไม่ตอบสนอง อาการน่าจะเป็นถาวร
แหล่งอ้างอิง
- What causes swim bladder disease? – Practical Fishkeeping
- Development of a Minimally Invasive Technique to Stabilize Buoyancy-Challenged Goldfish (Carassius auratus) – VIN
- Why is my goldfish swimming upside down (vet-reviewed, Dr. Lauren Demos DVM)
- Identifying and Treating Swim Bladder Disease – Chewy
- Cá cảnh bị bơi nghiêng, chúi đầu, xoay vòng, ngửa bụng – aquasetup (ภาษาเวียดนาม)
- Bệnh Bong bóng – Sinh lý bệnh, nguyên nhân và điều trị – Diễn đàn cá cảnh (ภาษาเวียดนาม)
- Fish Disease Spotlight: Swim Bladder Disorder – Fitz Fish Ponds


