โรค · อ่านประมาณ 8 นาที

โรคกำมะหยี่ (ฝุ่นทอง) ในปลา: อาการ สาเหตุ วิธีรักษาและการป้องกัน

AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 8 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง

สรุปย่อ

  • โรคกำมะหยี่หรือโรคฝุ่นทองเกิดจากปรสิตไดโนแฟลกเจลเลต (ในปลาน้ำจืดคือ Piscinoodinium pillulare หรือ Oodinium) ติดต่อง่ายมากและทำให้ปลาตายได้ ปลาจะดูเหมือนมีผงสีทอง สีสนิม หรือสีเขียวอมน้ำตาลเกาะตามตัว และมักเริ่มเป็นที่เหงือกก่อนจะเห็นอาการที่ผิว
  • สิ่งที่ควรทำก่อนคือเปลี่ยนน้ำ 30–50% แล้ววัดคุณภาพน้ำ ถอดถ่านกัมมันต์ออกจากระบบกรอง และแยกปลาป่วยไว้ในน้ำสะอาด แต่ต้องรักษาทั้งตู้แยกและตู้หลัก
  • ให้รักษาต่อเนื่องจนปลาไม่มีอาการ เพราะถ้าหยุดเร็วเกินไป ซีสต์ที่อยู่ในพื้นตู้จะปล่อยตัวอ่อนออกมาใหม่และโรคจะกลับมา

โรคกำมะหยี่คืออะไร

โรคกำมะหยี่ (velvet) เกิดจากปรสิตกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ในปลาน้ำจืดคือ Piscinoodinium pillulare ซึ่งตำราเก่าเรียกว่า Oodinium ส่วนในปลาทะเลคือ Amyloodinium โรคนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นว่าโรคฝุ่นทอง (gold-dust) โรคสนิม (rust) หรือ coral disease ติดต่อง่ายมากและทำให้ปลาตายได้

ปรสิตชนิดนี้ติดปลาสวยงามเขตร้อนได้ 14 ชนิดจากหลายวงศ์ รวมทั้งปลาคาร์พ (carp) และปลาครูเชียนคาร์พ (crucian carp) อวัยวะที่ติดเชื้อและเสียหายมากที่สุดคือเหงือก ถ้าติดเชื้อหนัก แผ่นเหงือกจะเชื่อมติดกัน ปลาที่ป่วยหนักมักตายจากการขาดออกซิเจนเพราะเหงือกเน่าตาย ลูกปลาที่ยังเล็กมากและปลาที่แก่มากมีอัตราตายสูง

วงจรชีวิตของปรสิตมี 3 ระยะ

  • โทรฟอนต์ (trophont) ระยะที่เกาะกินตัวปลา
  • โทมอนต์ (tomont) ระยะซีสต์ที่หลุดลงไปพักอยู่ที่พื้นตู้ แล้วแบ่งตัวได้มากถึง 256 ตัว (tomite) โทมอนต์อาจพักตัวอยู่ในวัสดุปูพื้นได้นานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน
  • ไดโนสปอร์ (dinospore) ระยะว่ายน้ำอิสระที่ออกหาปลาตัวใหม่ ไดโนสปอร์มีคลอโรฟิลล์ จึงอยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีปลาเป็นโฮสต์ตราบที่ยังมีแสง

หลายแหล่งตรงกันว่าไดโนสปอร์ที่ว่ายน้ำอิสระเป็นระยะที่ยาฆ่าได้ (แหล่งที่ 4 บอกว่าเป็นระยะเดียวที่ฆ่าได้ แหล่งที่ 2 บอกว่าเป็นระยะที่อ่อนแอที่สุด) ส่วนโทมอนต์และโทรฟอนต์ทนต่อสารเคมี จึงมักต้องใช้ยาหลายรอบ

ระยะเวลาของวงจรชีวิตตามอุณหภูมิ

อุณหภูมิระยะเวลาแหล่ง
23–25 °Cโทรฟอนต์โตเป็นโทมอนต์ที่หลุดจากตัวปลาใน 3–4 วัน และโทมอนต์แบ่งตัวเป็นไดโนสปอร์ใน 50–70 ชั่วโมงแหล่งที่ 3
25 °Cโทรฟอนต์ใช้เวลาโตราว 6 วันก่อนหลุดจากตัวปลาแหล่งที่ 2
22–25 °Cวงจรชีวิตครบรอบใน 10–14 วัน และช้าลงเมื่อน้ำเย็นลงแหล่งที่ 2
15–17 °Cโทมอนต์ใช้เวลาแบ่งตัวราว 11 วันแหล่งที่ 3

อาการ

  • เมื่อส่องไฟสว่าง ๆ จะเห็นปลาเหมือนมีผงสีทองละเอียดเกาะที่หัว ลำตัว และครีบ
  • ช่วงแรกจะเห็นเป็นผงสีทองจาง ๆ เมื่อส่องไฟเฉียง ถ้าติดเชื้อหนักอาจดูเป็นผงสีขาวหนาแน่น
  • สีของผงอาจเป็นน้ำตาล ทอง หรือเขียวอมน้ำตาล บางตัวดูเป็นสีสนิมและมีเมือกหนาคลุมตัว
  • ปลาว่ายพุ่งไปถูตัวกับวัตถุในตู้ (flashing) ซึ่งพบได้บ่อย
  • หุบครีบและซึม
  • ปลารวมตัวใกล้ผิวน้ำหรือตรงทางน้ำออกของระบบกรอง และอาจลอยฮุบอากาศอยู่ที่ผิวน้ำ
  • ถ้าเหงือกติดเชื้อหนัก ปลาจะหายใจเร็วและกางแผ่นปิดเหงือก
  • ผิวอาจมีเมือกมากผิดปกติ เกล็ดหลุด มีจุดเลือดออกเล็ก ๆ และแผลเล็ก ๆ
  • ในระยะท้าย ปลาจะหายใจลำบากและไม่กินอาหาร

ข้อควรรู้: โรคนี้มักเริ่มที่เหงือก ปลาจึงอาจป่วยหนักแล้วโดยที่ยังไม่เห็นอะไรบนผิว วิธีที่ช่วยให้เห็นชัดขึ้นคือปิดไฟในห้องให้มืดแล้วส่องไฟฉายไปที่ตัวปลา คราบสีเหลืองหรือสีสนิมที่ครีบ ลำตัว และเหงือกจะเห็นง่ายขึ้น

แยกจากโรคจุดขาว: โรคกำมะหยี่อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคจุดขาว (ich) การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องขูดเมือกผิวหรือตัดเหงือกมาส่องกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะเห็นโทรฟอนต์รูปถุงขนาด 80–100 µm และเมื่อหยดสารละลายไอโอดีนของลูกอล (Lugol's iodine) โทรฟอนต์จะติดสีน้ำเงินเข้ม ช่วยให้ระบุได้ง่ายขึ้น

ปลามักตายจากการขาดอากาศหายใจ บางครั้งมีการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียซ้ำร่วมด้วย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

  • ติดต่อผ่านตู้ ตัวปลา และอุปกรณ์ที่ปนเปื้อน เช่น สวิง ส่วนอาหารสดแช่แข็งที่มีระยะพักตัวของปรสิตติดมาด้วยนั้นพบได้น้อย
  • ปรสิตมักมีอยู่ในตู้อยู่แล้ว และระบาดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันของปลาอ่อนแอลง
  • อุณหภูมิลดลงราว 15 °F ภายในหนึ่งชั่วโมง หรือน้ำเย็นกว่าราว 73 °F อาจกระตุ้นให้โรคระบาด
  • ปลากัดป่าและปลาที่มาจากแหล่งน้ำดำ (blackwater) ติดโรคนี้ได้ง่ายเป็นพิเศษ
  • ไดโนสปอร์อาจแพร่ข้ามตู้ที่วางชิดกันผ่านละอองน้ำ
  • ตู้สกปรก คุณภาพน้ำไม่ดี อุณหภูมิแกว่งมาก และการจับปลาอย่างรุนแรงล้วนเพิ่มความเสี่ยง

สิ่งที่ควรทำทันที

  1. เปลี่ยนน้ำ 30–50% แล้ววัดค่า pH อุณหภูมิ คลอรีน แอมโมเนีย ไนไตรต์ และไนเตรต
  2. ถอดถ่านกัมมันต์ออกจากระบบกรอง เพื่อไม่ให้ดูดซับยาออกจากน้ำ
  3. แยกปลาป่วยไปไว้ในน้ำสะอาด แต่ต้องรักษาทั้งตู้แยกและตู้หลัก เพราะโรคแพร่ง่าย

ขั้นตอนตามแหล่งที่ 6 สำหรับตู้ปลาเขตร้อน

  1. เปลี่ยนน้ำ 30–50% และวัดคุณภาพน้ำ
  2. ค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิขึ้นไปที่ 29 °C ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้วงจรชีวิตของปรสิตสั้นลง
  3. หรี่หรือปิดไฟตู้
  4. ถอดถ่านกัมมันต์ออก
  5. เติมเกลือสำหรับตู้ปลา

แหล่งที่ 6 ไม่ได้ระบุปริมาณเกลือในขั้นตอนนี้ และแหล่งอื่นยังเห็นต่างกันว่าเกลือช่วยได้มากแค่ไหน (ดูหัวข้อการรักษา) แหล่งที่ 5 แนะนำให้รักษาต่อไปจนปลาไม่มีอาการ โดยรักษาทั้งตู้แยกและตู้หลัก

การรักษา

โรคกำมะหยี่มักไม่ตอบสนองต่อยาที่ออกฤทธิ์กว้าง (broad-spectrum) ยาที่ใช้ใส่ในน้ำได้แก่ คอปเปอร์ซัลเฟต เมทิลีนบลู ฟอร์มาลิน มาลาไคต์กรีน และอะคริฟลาวีน แหล่งที่ 7 แนะนำให้รักษาต่อเนื่องราวหนึ่งสัปดาห์ และนานกว่านั้นถ้าน้ำเย็น

1. คอปเปอร์ (ทองแดง)

  • คอปเปอร์ซัลเฟต (แหล่งที่ 2): ใช้แช่ที่ระดับคอปเปอร์ไอออน 0.15 ppm นานสูงสุด 10 วัน และทำซ้ำได้ถ้าจำเป็น
  • สูตรคำนวณขนาดคอปเปอร์ซัลเฟต (มก./ลิตร) = ค่าอัลคาไลนิตีรวม (มก./ลิตร) ÷ 100 ห้ามใช้ถ้าค่าอัลคาไลนิตีต่ำกว่า 50 มก./ลิตร
  • คอปเปอร์คีเลตทำเอง: ผสมกรดซิตริก 2 ส่วนกับคอปเปอร์ซัลเฟต 1 ส่วนโดยน้ำหนัก และคำนวณขนาดยาจากน้ำหนักคอปเปอร์ซัลเฟตเท่านั้น
  • แหล่งที่ 3 ระบุว่าวิธีรักษา Amyloodinium ด้วยคอปเปอร์ซัลเฟตผสมกรดซิตริกให้คอปเปอร์ไอออน 0.15 ppm และ FAO เห็นว่าวิธีของปลาทะเลแบบนี้น่าจะใช้กับ Piscinoodinium ได้ถ้าปรับขนาดยา
  • คอปเปอร์สำเร็จรูป (แหล่งที่ 4): แหล่งนี้ใช้รักษาปลากัดป่าที่ราว 5 มล. ต่อ 5 แกลลอน ซึ่งแหล่งนี้ระบุว่าประมาณ 1.5–2.0 ppm คอปเปอร์ ที่อุณหภูมิ 84 °F ขึ้นไป นาน 30 วัน

ข้อควรระวังเรื่องคอปเปอร์

  • ใช้คอปเปอร์ซัลเฟตเฉพาะเมื่อวัดค่าอัลคาไลนิตีได้ รู้ปริมาตรน้ำในตู้ได้แม่นยำ และชั่งสารได้ ถ้าไม่แน่ใจ อย่าใช้
  • คอปเปอร์จับกับวัสดุปูพื้นแล้วอาจละลายกลับออกมาในน้ำได้ จึงต้องวัดระดับบ่อย ๆ
  • คอปเปอร์เป็นพิษมากขึ้นในน้ำที่เป็นกรด จึงควรใช้คอปเปอร์คีเลตในน้ำแบบนี้ ในน้ำจืดที่ค่า pH ต่ำกว่า 7.0 คอปเปอร์ที่เกิน 0.3 ppm อาจฆ่าปลาได้ เช่น ลูกปลา Puntius gonionotus
  • คอปเปอร์ซัลเฟตอาจเป็นอันตรายต่อปลาบางชนิด ไม้น้ำ กุ้ง และหอย
สัตว์ระดับคอปเปอร์ที่เป็นอันตราย (แหล่งที่ 2)
กุ้ง Caridinaได้รับอันตรายที่ราว 2 µg Cu/L
ปลา Denariusa bandata42 µg Cu/L เป็นพิษเฉียบพลัน
ปลา Melanotaenia และ Ambassisตายครึ่งหนึ่งที่ 120–200 µg Cu/L
กุ้ง Macrobrachiumตายครึ่งหนึ่งที่ 160 µg Cu/L
หอยไวต่อคอปเปอร์มากเช่นกัน

2. ความร้อน (แหล่งข้อมูลเห็นไม่ตรงกัน)

  • แหล่งที่ 2: มีรายงานว่าการเพิ่มอุณหภูมิน้ำเป็น 33–34 °C ช่วยควบคุมการระบาดได้
  • แหล่งที่ 6: สำหรับตู้ปลาเขตร้อน ให้ค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิเป็น 29 °C ภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อให้วงจรชีวิตสั้นลง
  • แหล่งที่ 4: อุณหภูมิที่สูงกว่า 84 °F ทำให้วงจรชีวิตสั้นลง แต่ไม่มีหลักฐานว่าความร้อนอย่างเดียวฆ่าปรสิตได้
  • แหล่งที่ 1: การเพิ่มอุณหภูมิทำให้วงจรชีวิตเร็วขึ้น แต่ไม่เหมาะกับปลาทุกชนิด และความเครียดอาจทำให้ภูมิคุ้มกันของปลาลดลง
  • แหล่งที่ 4 ระบุว่าปลากัดป่าทนอุณหภูมิช่วงกลาง 80 °F ได้ระยะหนึ่ง ส่วนปลากัด Betta splendens ชอบอุณหภูมิช่วงนี้

3. เกลือ (แหล่งข้อมูลเห็นไม่ตรงกัน)

  • แช่เกลือ (แหล่งที่ 2): โซเดียมคลอไรด์ 30 ก./ลิตร นาน 5–15 นาที ใช้เฉพาะปลาที่ทนเกลือได้
  • วิธีจากประสบการณ์ของแหล่งที่ 0: ใช้โซเดียมคลอไรด์ธรรมดา (ไม่ใช่เกลือทะเล) 1 ถ้วยต่อ 20 แกลลอน ร่วมกับปิดตู้ให้มืดสนิท 7 วัน
  • แหล่งที่ 1: เชื่อกันว่าเกลือทำให้ปรสิตในน้ำจืดขยายพันธุ์ช้าลง แต่เกลืออย่างเดียวกำจัดการระบาดไม่ได้
  • แหล่งที่ 4: เกลือมีผลน้อยต่อโรคกำมะหยี่ ผลดีของวิธีความร้อนร่วมกับเกลือมาจากความร้อน ส่วนเกลือช่วยแค่การติดเชื้อซ้ำ
  • ข้อควรระวัง: ปลา anchor catfish ไวต่อเกลือมาก

4. ความมืด (แหล่งข้อมูลเห็นไม่ตรงกัน)

  • แหล่งที่ 0 และแหล่งที่ 1: ปรสิตต้องใช้แสง การปิดตู้ให้มืดสนิท 7 วันช่วยเสริมการรักษาด้วยยาได้
  • แหล่งที่ 4: การคลุมตู้เพื่อให้ปรสิตอดตายไม่ได้ผล เพราะไดโนสปอร์อยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีโฮสต์ตราบที่ยังมีแสง

5. ทางเลือกอื่น (แหล่งที่ 2 และ 4)

  • ควินินไฮโดรคลอไรด์ 30 มก./ลิตร ใช้เดี่ยว ๆ หรือร่วมกับมาลาไคต์กรีนตามวิธีที่ผู้ผลิตกำหนด
  • ในการศึกษาในห้องปฏิบัติการกับปลาหางดาบ (swordtail) มีการผสมซาลิโนมัยซิน (salinomycin) ในอาหาร 60 หรือ 90 ppm ให้กินทุกวันนาน 16 หรือ 19 วัน
  • หลอด UV-C ได้ผลเฉพาะเมื่อใช้หลอดคุณภาพดี กำลังอย่างน้อย 36 วัตต์ ความยาวคลื่นใกล้ 250 nm และให้น้ำไหลผ่านช้า ส่วนเครื่องขนาดเล็กแบบจุ่มน้ำและหลอดที่ใกล้ 280 nm ไม่ได้ผล
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้มาลาไคต์กรีนกับปลาแคทฟิช (catfish) ปลาโลช (loach) หรือปลาเตตร้า (tetra)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • หยุดรักษาเร็วเกินไป ทำให้โทมอนต์ในพื้นตู้ปล่อยไดโนสปอร์ชุดใหม่ออกมาและโรคกลับมาอีก
  • คิดว่าหายแล้วเพราะไม่เห็นผงบนตัวปลา ทั้งที่ปรสิตอาจยังอยู่ในน้ำและวัสดุปูพื้น
  • ย้ายปลาที่รักษาแล้วกลับไปตู้หลักที่ไม่ได้รักษา ทำให้ปลาติดซ้ำ
  • พึ่งใบหูกวาง ซึ่งไม่ช่วยกำจัดปรสิตเลย
  • ใช้ UV กำลังต่ำหรือให้น้ำไหลผ่านเร็ว ซึ่งฆ่าไดโนสปอร์ไม่ได้
  • ในตู้ที่เลี้ยงปลาหนาแน่น ไดโนสปอร์อาจกลับไปเกาะปลาได้ก่อนที่คอปเปอร์จะฆ่าได้

ความเข้าใจผิด

แหล่งข้อมูลภาษาเวียดนามเรียกโรคนี้ว่า "เชื้อรากำมะหยี่" (nấm velvet) แต่จริง ๆ แล้วโรคนี้เกิดจากปรสิต Oodinium ไม่ใช่เชื้อรา

การป้องกัน

  • กักโรคปลาใหม่ 10–14 วันก่อนปล่อยลงตู้หลัก และกักไม้น้ำใหม่ด้วย
  • ลอยถุงปลาในตู้ราว 15 นาทีก่อนปล่อย และหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนอุณหภูมิกะทันหัน
  • ใช้ฮีตเตอร์คุมอุณหภูมิให้คงที่
  • ฆ่าเชื้อสายดูดน้ำ สวิง และแปรงที่สัมผัสปลาป่วย
  • รักษาความสะอาด เปลี่ยนน้ำสม่ำเสมอ ไม่เลี้ยงปลาแน่นเกินไป และแยกปลาที่ชอบรังแกตัวอื่นออก
  • สังเกตปลาทุกวัน

เมื่อไรต้องกังวล

  • ปลาหายใจเร็ว กางแผ่นปิดเหงือก ลอยฮุบอากาศที่ผิวน้ำ หรือไม่กินอาหาร เป็นสัญญาณว่าเหงือกติดเชื้อหนักแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปลาตาย
  • ลูกปลาและปลาที่แก่มากมีอัตราตายสูง
  • มีแผล เลือดออกเป็นจุด หรือเกล็ดหลุด ซึ่งอาจตามมาด้วยการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียซ้ำ

คำถามที่พบบ่อย

โรคกำมะหยี่กับโรคจุดขาวต่างกันอย่างไร

สองโรคนี้สับสนกันได้ โรคกำมะหยี่จะดูเป็นผงละเอียดสีทอง สีสนิม หรือสีเขียวอมน้ำตาล และเห็นชัดขึ้นเมื่อส่องไฟฉายในห้องมืด แต่ถ้าติดหนักอาจดูเป็นผงสีขาว การยืนยันที่แน่นอนต้องส่องเมือกผิวหรือเหงือกด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะเห็นโทรฟอนต์รูปถุงขนาด 80–100 µm ที่ติดสีน้ำเงินเข้มเมื่อหยดไอโอดีนของลูกอล

โรคกำมะหยี่เป็นเชื้อราหรือไม่

ไม่ใช่ หลายคนเข้าใจว่าเป็นเชื้อรา แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากปรสิตไดโนแฟลกเจลเลต Oodinium (ปัจจุบันเรียก Piscinoodinium pillulare ในปลาน้ำจืด)

ใช้เกลืออย่างเดียวรักษาได้ไหม

แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่บอกว่าไม่พอ แหล่งหนึ่งเชื่อว่าเกลือทำให้ปรสิตขยายพันธุ์ช้าลงแต่กำจัดการระบาดไม่ได้ อีกแหล่งบอกว่าเกลือมีผลน้อย และช่วยแค่การติดเชื้อซ้ำ นอกจากนี้ปลา anchor catfish ไวต่อเกลือมาก

ปิดไฟตู้ให้มืดช่วยได้จริงไหม

แหล่งข้อมูลเห็นไม่ตรงกัน บางแหล่งบอกว่าปรสิตต้องใช้แสง และแนะนำให้ปิดตู้มืดสนิท 7 วันเพื่อเสริมการรักษาด้วยยา แต่อีกแหล่งบอกว่าการคลุมตู้ให้ปรสิตอดตายไม่ได้ผล เพราะไดโนสปอร์อยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีโฮสต์ตราบที่ยังมีแสง

ปลาไม่มีผงที่ตัวแล้ว หยุดรักษาได้หรือยัง

ยังไม่ควรหยุด เพราะปรสิตอาจยังอยู่ในน้ำและวัสดุปูพื้น ถ้าหยุดเร็วเกินไป โทมอนต์ในพื้นตู้จะปล่อยไดโนสปอร์ชุดใหม่ออกมา แหล่งหนึ่งแนะนำให้รักษาต่อเนื่องราวหนึ่งสัปดาห์และนานกว่านั้นถ้าน้ำเย็น อีกแหล่งแนะนำให้รักษาจนปลาไม่มีอาการ และต้องรักษาตู้หลักด้วย

แหล่งอ้างอิง

  1. What is velvet (or gold dust disease)? – Aquarium Co-op
  2. Velvet (fish disease) – Wikipedia
  3. Piscinoodiniasis – ANGFA Rainbowfish disease prevention and control
  4. FAO compendium of fish parasites – Piscinoodinium
  5. Velvet disease (Piscinoodinium sp.) in wild bettas – BW Aquatics
  6. Dấu hiệu nhận biết cá betta bị bệnh – Mytour (ภาษาเวียดนาม)
  7. Cách trị và phòng bệnh nhung (Velvet) ở cá – Thế Giới Cá Cảnh (ภาษาเวียดนาม)
  8. Bệnh nấm velvet ở cá betta – Halfmoon Việt Nam (ภาษาเวียดนาม)