โรค · อ่านประมาณ 7 นาที
ปลาเป็นพิษแอมโมเนีย ไนไตรต์: อาการ วิธีช่วยปลา และการป้องกัน
AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 5 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง
สรุปย่อ
- พิษแอมโมเนียและไนไตรต์เกิดเมื่อของเสียสะสมในตู้ปลาเร็วกว่าที่ระบบกรองชีวภาพจะย่อยได้ทัน มักเจอในตู้ใหม่ ในตู้ที่ให้อาหารมากเกินไป หรือหลังล้างวัสดุกรองด้วยน้ำประปา ปลาจะซึม ไม่กินอาหาร ฮุบอากาศที่ผิวน้ำ และบางครั้งตายพร้อมกันหลายตัว
- สิ่งแรกที่ควรทำคือวัดแอมโมเนีย ไนไตรต์ ค่า pH และอุณหภูมิ แล้วเพิ่มออกซิเจน หยุดให้อาหาร และเปลี่ยนน้ำ 50–75% ด้วยน้ำที่ปรับสภาพแล้วและมีอุณหภูมิใกล้เคียงน้ำในตู้ จากนั้นหาสาเหตุให้เจอ และวัดน้ำต่อไปจนค่ากลับมาปกติ
แอมโมเนียและไนไตรต์คืออะไร ทำไมจึงเป็นพิษ
ชุดวัดแอมโมเนียส่วนใหญ่วัดค่า แอมโมเนียรวม (TAN) ซึ่งประกอบด้วยสองส่วน คือแอมโมเนียไม่แตกตัว (NH3) ที่เป็นพิษ และแอมโมเนียม (NH4+) ที่เป็นพิษน้อยกว่ามาก สัดส่วนของ NH3 จะเพิ่มขึ้นเมื่อค่า pH และอุณหภูมิสูงขึ้น โดยค่า pH มีผลมากกว่า ค่า TAN เท่ากันจึงอันตรายไม่เท่ากันในแต่ละตู้ ถ้าต้องการรู้ค่า NH3 จริงต้องคำนวณจากค่า pH และอุณหภูมิ
- ปลาน้ำจืดมักทนค่า TAN ได้ถ้าต่ำกว่า 1 mg/L ส่วนปลาทะเลมักทนได้ถ้าต่ำกว่า 0.5 mg/L
- NH3 ที่ต่ำกว่า 0.05 mg/L มักถือว่าไม่เป็นอันตราย ถ้าคำนวณได้ตั้งแต่ 0.05 mg/L ขึ้นไป เหงือกอาจเสียหายได้
- NH3 ราว 2 mg/L ทำให้ปลาหลายชนิดตายได้
- คู่มือสัตวแพทย์ระบุว่า TAN 1.0 ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลมากนักในตู้ปลาตามบ้านส่วนใหญ่ ยกเว้นเมื่อค่า pH สูงกว่า 8.5
ไนไตรต์ ผ่านเหงือกเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเปลี่ยนฮีโมโกลบินเป็นเมทฮีโมโกลบินซึ่งขนออกซิเจนไม่ได้ ปลาจึงขาดอากาศได้แม้น้ำจะมีออกซิเจนมาก อาการนี้เรียกว่า "โรคเลือดสีน้ำตาล" (brown blood disease) ถ้าออกซิเจนในน้ำต่ำ ผลต่อการหายใจจะหนักขึ้น และไนไตรต์จะเป็นพิษมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูง ตัวอย่างเช่น ค่า LC50 ของปลากะพงทะเลลดจาก 274 mg/L ที่ 17°C เหลือ 154 mg/L ที่ 27°C ปัญหาแอมโมเนียกับไนไตรต์มักเกิดพร้อมกัน
เกณฑ์ไนไตรต์ที่ปลอดภัยต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล
- แหล่งหนึ่งระบุว่าไนไตรต์ที่สูงกว่า 0.1 mg/L เป็นพิษ โดยเฉพาะในน้ำจืดที่มีคลอไรด์น้อย
- อีกแหล่งประเมินระดับไนไตรต์-ไนโตรเจนที่ปลอดภัยในระยะยาวไว้ที่ 0.5000–2.5000 mg/L สำหรับปลาและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังน้ำจืดเขตน้ำอุ่น และ 0.0125–0.5000 mg/L สำหรับปลาน้ำจืดเขตน้ำเย็น
ข้อควรระวัง: ชุดวัดไนไตรต์ส่วนใหญ่รายงานผลเป็นไนไตรต์-ไนโตรเจน ถ้าต้องการค่า NO2 ให้นำผลที่อ่านได้คูณด้วย 3.3
อาการ
พิษแอมโมเนีย
- ปลาซึม เบื่ออาหารหรือไม่กินเลย สีตัวเข้มขึ้น
- บางครั้งตายพร้อมกันหลายตัวอย่างกะทันหัน
- ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน ปลาอาจว่ายหมุนวน เสียการทรงตัว หรือว่ายกระตุกคล้ายชัก
- เมื่อส่องกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเหงือกเสียหาย เซลล์เพิ่มจำนวน เซลล์คลอไรด์ขยายใหญ่ และแผ่นเหงือกเชื่อมติดกัน
พิษไนไตรต์
- ปลาว่ายไปรวมกันตรงจุดที่มีออกซิเจนมาก หรือฮุบอากาศที่ผิวน้ำ
- เหงือกเป็นสีน้ำตาลช็อกโกแลต และเลือดมีสีคล้ำผิดปกติ แต่สีอาจเปลี่ยนให้เห็นก็ต่อเมื่อระดับเมทฮีโมโกลบินสูงแล้ว
- มีรอยโรคที่เหงือก และกล้ามเนื้อบวมน้ำ
แยกสาเหตุอย่างไร: การที่ปลาฮุบอากาศที่ผิวน้ำเกิดได้ทั้งจากไนไตรต์สูง ออกซิเจนต่ำ และโรคเหงือก ดูจากอาการอย่างเดียวจึงแยกไม่ได้ ต้องวัดน้ำจึงจะรู้ว่าเป็นสาเหตุไหน
สาเหตุ
- ให้อาหารมากเกินไป มีเศษอาหารเหลือ หรือมีปลาตายค้างอยู่ในตู้
- เลี้ยงปลาแน่นเกินไป
- ระบบกรองชีวภาพล้มเหลวหรือแบคทีเรียตาย เช่น หลังล้างวัสดุกรองด้วยน้ำประปา เปลี่ยนวัสดุกรองใหม่ทั้งหมด หรือหลังใช้ยาต้านจุลชีพและสารเคมีอื่นที่ทำลายแบคทีเรีย
- ใส่ปลาในตู้ที่ระบบกรองยังไม่พร้อม (New tank syndrome): NH3 จะสูงขึ้นในช่วง 2–3 สัปดาห์แรก และ NO2 อาจสูงตามมาทีหลัง เพราะแบคทีเรียในระบบกรองยังตั้งตัวไม่ได้
- น้ำต้นทางมีแอมโมเนียหรือคลอรามีน: เมื่อใช้โซเดียมไทโอซัลเฟตกำจัดคลอรามีนจะมีแอมโมเนียหลุดออกมา การเปลี่ยนน้ำซ้ำหลายครั้งจึงอาจยิ่งทำให้แอมโมเนียสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อระบบกรองยังใหม่หรือเสียหาย
- Old tank syndrome เกิดจากเปลี่ยนน้ำน้อยเกินไป กรดอินทรีย์ทำให้ค่า pH ลดลง (มักต่ำกว่า 6) และใช้ค่าความเป็นด่าง (alkalinity) จนหมด ส่วน TAN อาจสูงเกิน 20 mg/L
สิ่งที่ต้องทำทันที
- วัดน้ำ ได้แก่แอมโมเนีย ไนไตรต์ ค่า pH และอุณหภูมิ ควรวัดน้ำประปาหรือน้ำต้นทางด้วยว่ามีแอมโมเนียหรือคลอรามีนหรือไม่ เพราะถ้ามี การเปลี่ยนน้ำอาจเติมแอมโมเนียเข้าไปอีก
- เพิ่มออกซิเจน ด้วยหัวทราย เวนจูรี หรือหันทางน้ำออกของกรองให้ตีผิวน้ำ เพราะแอมโมเนียระคายเหงือก และออกซิเจนต่ำทำให้พิษไนไตรต์รุนแรงขึ้น
- หยุดให้อาหาร หรือลดให้น้อยลงมากจนกว่าจะแก้ปัญหาได้
- เปลี่ยนน้ำ ด้วยน้ำที่ปรับสภาพแล้ว มีอุณหภูมิและคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำในตู้ คู่มือสัตวแพทย์แนะนำให้เปลี่ยนอย่างน้อย 50% ทันทีที่พบ NH3 สูง ส่วนอีกแหล่งแนะนำ 50–75% การเปลี่ยนน้ำช่วยเจือจางแอมโมเนียได้เร็ว แต่ได้ผลแค่ชั่วคราว
- ถ้า TAN สูงกว่า 5 mg/L และค่า pH ต่ำกว่า 7 ให้ย้ายปลาไปตู้หรือระบบที่สะอาดซึ่งมีอุณหภูมิและค่า pH ตรงกัน เพราะถ้าค่า pH ในตู้เดิมสูงขึ้น แอมโมเนียจะกลายเป็นพิษขึ้นมาอย่างฉับพลัน
- หาสาเหตุและแก้ไข เช่น เอาปลาตายออก ลดอาหาร ลดจำนวนปลา หรือดูแลระบบกรองที่เสียหาย
- วัดน้ำและเปลี่ยนน้ำบางส่วนต่อเนื่อง จนค่ากลับมาปกติ เพราะแอมโมเนียอาจกลับมาสูงอีก และปัญหาไนไตรต์อาจตามมาทีหลัง
ปลาที่เป็นโรคเลือดสีน้ำตาลจะฟื้นตัวเร็วเมื่อได้อยู่ในน้ำที่มีไนไตรต์ต่ำ
การรักษา
เกลือ (คลอไรด์) สำหรับพิษไนไตรต์ในน้ำจืด
คลอไรด์แย่งกับไนไตรต์ในการถูกดูดซึมที่เหงือก เกลือจึงช่วยหยุดการตายเมื่อไนไตรต์พุ่งขึ้นกะทันหันในปลาน้ำจืดหลายชนิด แต่ละแหล่งให้ระดับไว้ต่างกัน
| แหล่งข้อมูล | ระดับที่แนะนำ |
|---|---|
| สถาบันวิชาการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ | คลอไรด์อย่างน้อย 20 เท่าของความเข้มข้นไนไตรต์-ไนโตรเจน น่าจะต้านพิษได้ในปลาแคทฟิชและปลาน้ำจืดส่วนใหญ่ ส่วนฟาร์มปลาแคทฟิชมักรักษาคลอไรด์ไว้ที่ 50–100 mg/L ด้วยโซเดียมคลอไรด์ |
| คู่มือสัตวแพทย์ | บ่อและตู้ปลาหลายแห่งรักษาระดับเกลือคงค้างไว้ที่ 1–3 ppt (1 g/L = 1 ppt) ทำให้ปลาเป็นพิษไนไตรต์ได้ยากขึ้น |
| บทความของผู้เลี้ยงชาวเวียดนาม | คลอไรด์ราว 20 ppm ช่วยป้องกันพิษไนไตรต์ได้ และให้แช่ระยะยาวที่ 1–3 กรัมต่อลิตร |
- ใช้เกลือธรรมดาที่ไม่เสริมไอโอดีน
- บทความของผู้เลี้ยงชาวเวียดนามระบุว่าปลาเตตร้าและปลาจมูกช้างไม่ทนน้ำที่มีเกลือสูง
- การเติมโซเดียมคลอไรด์ไม่เหมาะกับระบบน้ำกร่อยหรือน้ำทะเล
น้ำยาปรับสภาพน้ำที่จับแอมโมเนียและไนไตรต์
น้ำยาประเภทนี้จับแอมโมเนีย ไนไตรต์ และไนเตรตไว้ในรูปที่ไม่เป็นพิษ แต่แบคทีเรียในระบบกรองยังนำไปใช้ได้ น้ำยาไม่ได้กำจัดสารเหล่านี้ออกไปจากน้ำ ข้อมูลจากผู้ผลิตรายหนึ่งระบุว่า
- ขนาดมาตรฐาน 5 มล. (1 ฝา) ต่อน้ำ 200 ลิตร เกลียวฝาแต่ละเกลียวเท่ากับประมาณ 1 มล.
- จับสารได้นานสูงสุด 48 ชั่วโมง ให้เติมซ้ำทุก 24–48 ชั่วโมง หรือทุก 24 ชั่วโมงถ้าแอมโมเนียหรือไนไตรต์ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ
- กรณีฉุกเฉินจากไนไตรต์ หรือเมื่อแอมโมเนียหรือไนไตรต์สูงกว่า 2 ppm ใช้ได้สูงสุด 5 เท่าของขนาดปกติ
- ถ้าน้ำอุ่นกว่า 30 °C และคลอรีนหรือแอมโมเนียต่ำ ให้ใช้ครึ่งขนาด
- ผู้ผลิตยอมรับว่ายังไม่เข้าใจกลไกการลดพิษไนไตรต์และไนเตรตทั้งหมด ผลที่อ้างนั้นมาจากรายงานของผู้ใช้
ทางเลือกอื่นที่ช่วยได้ชั่วคราว
- วัสดุกรองซีโอไลต์ หรือน้ำยาลดพิษแอมโมเนีย และอาจเติมแบคทีเรียเสริมด้วยก็ได้
- กรณี Old tank syndrome คู่มือสัตวแพทย์แนะนำให้เปลี่ยนน้ำปริมาณมากร่วมกับใช้น้ำยาลดพิษแอมโมเนีย เพื่อไม่ให้แอมโมเนียกลายเป็นพิษอย่างฉับพลันเมื่อค่า pH สูงขึ้น
การป้องกัน
- ในตู้ใหม่ ให้วัด TAN และไนไตรต์ทุกวัน และเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ จนระบบกรองชีวภาพพร้อม ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ระบบกรองถือว่าพร้อมเมื่อ TAN และไนไตรต์ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วลดลง ตามด้วยไนเตรตที่สูงขึ้น ตามวงจรไนโตรเจน
- อย่าใส่ปลาแน่นเกินไปหรือให้อาหารมากเกินไป โดยเฉพาะในตู้ใหม่ ใช้แบคทีเรียไนตริฟายอิงสำเร็จรูป หรือเลี้ยงแบคทีเรียด้วยอาหารปลาหรือแอมโมเนียมคลอไรด์ก่อนใส่ปลา หรือค่อยๆ ทยอยใส่ปลา
- รักษาค่าความเป็นด่าง (alkalinity) ในน้ำจืดไว้อย่างน้อย 100 mg/L และให้มีออกซิเจนในชั้นวัสดุกรองเสมอ
- รักษาออกซิเจนละลายน้ำให้สูงกว่า 3 mg/L สำหรับปลาน้ำอุ่น และสูงกว่า 5 mg/L สำหรับปลาน้ำเย็น ซึ่งช่วยให้แบคทีเรียเปลี่ยนไนไตรต์เป็นไนเตรตได้ดีขึ้นด้วย
- ถ้าน้ำประปามีคลอรามีน ให้ใช้น้ำยากำจัดคลอรีนชนิดที่ใช้กับคลอรามีนได้และจับแอมโมเนียที่หลุดออกมาด้วย และวัดทั้งคลอรีนอิสระ (free chlorine) และคลอรีนรวม (total chlorine)
- วัดไนไตรต์เป็นประจำ ชุดวัดราคาไม่แพงก็ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ล้างวัสดุกรองใต้ก๊อกน้ำประปา หรือเปลี่ยนวัสดุกรองเก่าเป็นของใหม่ทั้งหมด จนแอมโมเนียพุ่งขึ้น
- เปลี่ยนน้ำซ้ำๆ ด้วยน้ำประปาที่มีคลอรามีนโดยใช้น้ำยากำจัดคลอรีนธรรมดา ทำให้แอมโมเนียสูงขึ้นเรื่อยๆ
- อ่านผลจากชุดวัดไนไตรต์-ไนโตรเจนเป็นค่า NO2 โดยตรง ทำให้ประเมินไนไตรต์ต่ำกว่าความจริง ต้องคูณด้วย 3.3 ก่อน
- เติมน้ำยาจับแอมโมเนียและไนไตรต์แล้วไม่เติมซ้ำ เมื่อพ้น 48 ชั่วโมงสารเหล่านั้นจะถูกปล่อยกลับคืนสู่น้ำ
เมื่อไรต้องกังวลเป็นพิเศษ
- เมื่อค่า pH หรืออุณหภูมิสูง เพราะแอมโมเนียส่วนที่เป็นพิษจะเพิ่มขึ้น และไนไตรต์ก็เป็นพิษมากขึ้นเมื่อน้ำอุ่น
- เมื่อพบ TAN สูงในน้ำที่ค่า pH ต่ำ เพราะถ้าค่า pH สูงขึ้นหลังเปลี่ยนน้ำ แอมโมเนียอาจกลายเป็นพิษอย่างฉับพลัน
- สัตว์น้ำแต่ละชนิดไวต่อไนไตรต์ไม่เท่ากัน ปลาแคทฟิชไวต่อไนไตรต์มาก ขณะที่ปลากลุ่มเบสและบลูกิลล์ค่อนข้างทน ปลาน้ำเย็นไวกว่ามาก โดยค่า LC50 ของปลาเรนโบว์เทราต์ (0.24–11.0 mg/L) ต่ำกว่าปลาแคทฟิช (7.1–44.0 mg/L) ตั้งแต่ 4 เท่าขึ้นไป กุ้งน้ำจืดก็ไวต่อไนไตรต์สูง (LC50 ที่ 96 ชั่วโมง เท่ากับ 8.6 mg/L ไนไตรต์-ไนโตรเจน)
- ปลาทะเลก็ไม่ได้ปลอดภัยทั้งหมด เคยมีรายงานปลากะพงแดง (red drum) เป็นโรคเลือดสีน้ำตาลจากไนไตรต์
คำถามที่พบบ่อย
ปลาฮุบอากาศที่ผิวน้ำ แปลว่าเป็นพิษไนไตรต์ใช่ไหม
ไม่เสมอไป การฮุบอากาศเกิดได้ทั้งจากไนไตรต์สูง ออกซิเจนต่ำ และโรคเหงือก ต้องวัดน้ำจึงจะแยกสาเหตุได้ ถ้าเป็นพิษไนไตรต์ เหงือกอาจเป็นสีน้ำตาลช็อกโกแลต แต่สีมักเปลี่ยนให้เห็นเมื่อพิษรุนแรงแล้ว
ควรเปลี่ยนน้ำกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อแอมโมเนียสูง
คู่มือสัตวแพทย์แนะนำอย่างน้อย 50% อีกแหล่งแนะนำ 50–75% ใช้น้ำที่ปรับสภาพแล้วและมีอุณหภูมิใกล้เคียงน้ำในตู้ ควรวัดน้ำต้นทางก่อนว่ามีแอมโมเนียหรือคลอรามีนหรือไม่ และเปลี่ยนน้ำบางส่วนต่อเนื่องจนค่ากลับมาปกติ
ใส่เกลือช่วยเรื่องไนไตรต์ได้จริงไหม และใส่เท่าไร
ได้ในปลาน้ำจืดหลายชนิด เพราะคลอไรด์แย่งกับไนไตรต์ในการถูกดูดซึมที่เหงือก แต่ละแหล่งให้ระดับต่างกัน มีทั้งคลอไรด์อย่างน้อย 20 เท่าของค่าไนไตรต์-ไนโตรเจน และระดับเกลือคงค้าง 1–3 ppt หรือ 1–3 กรัมต่อลิตร ให้ใช้เกลือที่ไม่เสริมไอโอดีน และมีรายงานว่าปลาเตตร้าและปลาจมูกช้างไม่ทนเกลือสูง
ชุดวัดไนไตรต์อ่านค่าได้ 1 แปลว่ามีไนไตรต์ 1 mg/L ใช่ไหม
ชุดวัดส่วนใหญ่รายงานผลเป็นไนไตรต์-ไนโตรเจน ถ้าต้องการค่า NO2 ต้องคูณด้วย 3.3 ค่า 1 จึงเท่ากับ NO2 ประมาณ 3.3 mg/L ถ้าไม่คูณจะประเมินพิษต่ำกว่าความจริง
ตู้ใหม่ต้องรอนานแค่ไหนระบบกรองจึงจะพร้อม
มักใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ระหว่างนั้นให้วัด TAN และไนไตรต์ทุกวันและเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ ระบบกรองถือว่าพร้อมเมื่อ TAN และไนไตรต์ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วลดลง ตามด้วยไนเตรตที่สูงขึ้น
แหล่งอ้างอิง
- Merck Veterinary Manual – Environmental Diseases in Aquatic Systems
- Practical Fishkeeping – What should I do if I detect ammonia?
- Global Seafood Alliance – Nitrite toxicity affected by species susceptibility, environmental conditions
- Seachem – Prime product page
- Guppy Nhật Minh – Muối hột không thể thiếu cho cá cảnh (ภาษาเวียดนาม)

