โรค · อ่านประมาณ 5 นาที
ปลาเป็นเชื้อรา ขึ้นปุยขาวเหมือนสำลี: อาการ สาเหตุ วิธีรักษาและป้องกัน
AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 7 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง
สรุปย่อ
- ปุยขาวฟูเหมือนสำลีบนตัว ครีบ เหงือก ตา หรือไข่ปลา มักเกิดจากราน้ำ Saprolegnia ราชนิดนี้มักเข้าทำร้ายปลาที่มีแผลหรือเครียดอยู่แล้ว และไม่ค่อยเกิดกับปลาที่แข็งแรง
- สิ่งแรกที่ควรทำคือหาสาเหตุที่ทำให้ปลาอ่อนแอและแก้ไขควบคู่ไปกับการรักษารา เช่น คุณภาพน้ำไม่ดี ปลาหนาแน่นเกินไป หรือปลามีบาดแผล ควรเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ เพราะแม้เป็นแผลตื้นๆ ที่ติดราก็อาจทำให้ปลาตายได้ถ้าปล่อยไว้
เชื้อราปุยขาวคืออะไร
อาการปุยขาวที่คนเลี้ยงปลาเรียกว่า "เชื้อรา" มักเกิดจาก Saprolegnia ซึ่งเป็นราน้ำแบบเส้นใย (oomycete) โดยทั่วไปราชนิดนี้กินซากอินทรีย์เป็นอาหาร แต่ก็เข้าทำร้ายปลาที่มีแผลหรือเครียดได้ มีแหล่งข้อมูลที่ระบุว่าการเรียก Saprolegnia ว่าเชื้อราแท้นั้นไม่ถูกต้อง เพราะจัดเป็น oomycete ราน้ำกลุ่มนี้พบได้ทั่วไปทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการติดเชื้อราในปลาน้ำจืดและไข่ปลา
ราจะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยเนื้อเยื่อของปลาแล้วดูดซึมสารอาหาร ดังนั้นแม้เป็นแผลตื้นๆ ที่ผิวหนังหรือเหงือก ถ้าติดราแล้วไม่รักษาก็อาจทำให้ปลาตายได้ จึงควรสังเกตให้พบตั้งแต่เนิ่นๆ
อาการ
- ระยะแรกมักเห็นเป็นกระจุกฟูคล้ายสำลี สีขาวถึงเทาหรือน้ำตาล อยู่บนผิวหนัง ครีบ เหงือก ตา หรือไข่
- เมื่อปุยดักตะกอนหรือตะไคร่ไว้ อาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือเขียว เมื่อยกขึ้นจากน้ำจะดูเป็นก้อนเมือกพันกัน
- ปลาอาจซึม กินอาหารน้อยลง และถูตัวกับผนังตู้หรือพื้นบ่อ
- โดยทั่วไปมักเป็นเพียงตัวเดียวในตู้
- ถ้าขูดไปส่องกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นเส้นใยแตกกิ่ง เส้นใยกว้างและไม่มีผนังกั้น
แยกจากโรคคอลัมนาริส
คอลัมนาริสเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่คนเลี้ยงมักเข้าใจผิดว่าเป็นเชื้อรา แผลของโรคนี้เป็นปื้นสีเทาหรือขาวที่ไม่เงาเหมือนผิวปกติ และอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือเหลือง ส่วนแผลที่ปากอาจดูเหมือนราหรือสำลี ส่วน Saprolegnia จะเป็นกระจุกฟูเหมือนสำลี การแยกให้ออกสำคัญมาก เพราะคอลัมนาริสต้องรักษาด้วยยาต้านแบคทีเรีย ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อรา นอกจากนี้ Saprolegnia มักพบร่วมกับแบคทีเรียคอลัมนาริสหรือปรสิตภายนอกด้วย
สาเหตุ
- การติดเชื้อมักเป็นการติดซ้ำเติม หลังจากผิวหนังหรือเหงือกเสียหายจากปรสิต แบคทีเรีย ไวรัส หรือบาดแผล
- Saprolegnia ไม่ค่อยเข้าทำร้ายปลาที่แข็งแรงและไม่เครียด ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ น้ำไม่สะอาด ปลาหนาแน่นเกินไป ผิวหนังมีแผล อาหารไม่ดี และอุณหภูมิน้ำต่ำกว่าช่วงที่ปลาชนิดนั้นทนได้
- คุณภาพน้ำไม่ดีก็เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ เช่น น้ำไหลเวียนน้อย ออกซิเจนละลายน้ำต่ำ แอมโมเนียสูง รวมถึงมีสารอินทรีย์สะสมมากและมีไข่ตาย
- การติดเชื้อในปลาแข็งแรงโดยตรงเกิดได้ไม่บ่อยนัก และมักเกิดที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะภูมิคุ้มกันลดลง
- Saprolegnia เติบโตได้ที่ 32–95 °F แต่ชอบช่วง 59–86 °F
- สปอร์ทนทั้งความแห้งและสารเคมี แหล่งหนึ่งระบุว่ามีอยู่ในบ่อและตู้ปลาทุกแห่ง อีกแหล่งระบุว่าแทบจะมีอยู่เสมอ เชื่อกันว่าเมือกของปลาตามปกติช่วยยับยั้งไม่ให้ราเติบโต
- ในไข่ปลา ราเกาะไข่ที่ยังมีชีวิตได้ยาก มันจะเข้าที่ไข่ไม่ได้ผสม ไข่เสียหาย และไข่ตายก่อน แล้วจึงลามไปยังไข่ดีที่อยู่ติดกัน
สิ่งที่ควรทำทันที
- หาสาเหตุที่ทำให้ราเข้าได้แล้วแก้ไข เพราะราชนิดนี้ไม่ค่อยเกิดกับปลาที่แข็งแรง
- รักษาหรือแก้ปัจจัยที่ทำให้ปลาอ่อนแอไปพร้อมกับการรักษารา
- เมื่อรู้แล้วว่าเป็น Saprolegnia ให้ตรวจดูเรื่องความสะอาดของตู้และระบบแล้วปรับปรุงแก้ไข
- ถ้าเป็นที่ไข่ ให้รีบเอาไข่ที่ไม่ได้ผสมออก และเอาไข่ที่อยู่ติดกับไข่ที่เห็นว่าติดราออกด้วย
การรักษา
แต่ละแหล่งให้วิธีและขนาดยาต่างกัน จึงสรุปตามแหล่งไว้ดังนี้
| วิธี | ขนาดและระยะเวลา | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เกลือ แช่ระยะยาว | 1–5 กรัม/ลิตร แช่ไปเรื่อยๆ ไม่กำหนดระยะเวลา | ตามแหล่งหนึ่ง |
| เกลือสำหรับตู้ปลา | 1–3 กรัม/ลิตร | อีกแหล่งหนึ่ง ใช้เฉพาะปลาที่ทนเกลือได้ |
| เกลือ | ได้ผลกับราน้ำตั้งแต่ประมาณ 3 ppt | เหมาะกับปลาที่ปรับตัวกับน้ำกระด้าง น้ำด่าง หรือน้ำกร่อย |
| แช่ NaCl | 2–3% นาน 15–30 นาที | อีกแหล่งหนึ่ง |
| มาลาไคต์กรีน แช่ | 0.10 มก./ลิตร 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 วัน | อีกแหล่งให้ไว้ที่ 0.1 ppm |
| มาลาไคต์กรีน ใช้เฉพาะที่ | ล้างแผลด้วยสารละลายเข้มข้น 100 มก./ลิตร แล้วทาครีมกันน้ำ | ใช้ล้างที่แผลโดยตรง |
| ฟอร์มาลิน แช่ | 200–250 มล./ลบ.ม. ประมาณ 30 นาที | ขนาดที่ให้ไว้สำหรับปลาเลี้ยงในฟาร์มที่ป่วย |
ยาที่ใช้กันทั่วไปยังมีด่างทับทิม (potassium permanganate) ฟอร์มาลิน และสารละลายโพวิโดนไอโอดีน ยารักษาเชื้อราสำเร็จรูปอาจมีมาลาไคต์กรีนหรือฟอร์มาลินเป็นส่วนผสม ส่วนตัวเลือกที่ใหม่กว่าได้แก่ bronopol และสารสกัดจาก Pimenta ปัจจุบันมีการใช้มาลาไคต์กรีนน้อยลง เพราะหลายพื้นที่มีข้อจำกัดในการใช้ แต่บางผลิตภัณฑ์ก็ยังมีส่วนผสมนี้อยู่
สำหรับไข่ปลา
- เมทิลีนบลูเป็นสีย้อมที่นิยมใช้มากที่สุด แหล่งหนึ่งแนะนำให้ใช้ได้ถึง 3 ppm (3 มก./ลิตร) ตลอดช่วงฟัก
- ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (35%) ประมาณ 1 มล. ต่อ 3.5 ลิตรในวันแรก แล้วให้ซ้ำในวันที่สองเพราะสลายตัวเร็ว สารนี้ค่อนข้างรุนแรง
- ควรรักษาไข่ในภาชนะแยก เพราะคาร์บอนในระบบกรองจะดูดซับยา และยาก็อาจทำลายแบคทีเรียในระบบกรองชีวภาพได้
ข้อควรระวัง
- ปลาแมวอาจไวต่อเกลือมาก และปลาบางชนิดทนไม่ได้แม้ความเค็มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
- เปลี่ยนความเค็มอย่างช้าๆ ทั้งตอนเพิ่มและตอนลด
- สารเคมีจะทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในน้ำ ทำให้ขนาดยาที่ออกฤทธิ์จริงลดลง
- การใช้ยามากเกินไปอาจทำลายเนื้อเยื่อปลาเพิ่มขึ้นและทำให้กลับมาติดเชื้อซ้ำ
- ถ้าเป็นคอลัมนาริส ให้รักษาด้วยยาต้านแบคทีเรีย เช่น acriflavine หรือ Terramycin ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อรา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใส่ยาแต่ไม่แก้สาเหตุ ทั้งที่ไม่มีทางกำจัดราให้หมดไปจากระบบได้
- เปิดระบบกรองคาร์บอนไว้ระหว่างรักษา ทำให้ยาถูกดึงออกไป
- พยายามเก็บไข่ที่มีปุยราขึ้นเต็มแล้ว ไข่เหล่านี้ช่วยไม่ได้และควรเอาออก
- ลดอุณหภูมิน้ำเพื่อหยุดคอลัมนาริสซึ่งเป็นโรคที่ดูคล้ายรา วิธีนี้ไม่ได้ทำให้โรคหยุด
การป้องกัน
สปอร์แทบจะมีอยู่เสมอ การป้องกันจึงเป็นการจัดการสภาพแวดล้อมมากกว่าการพยายามกำจัดสปอร์ให้หมด และการจัดการสภาพแวดล้อมก็จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาที่เป็นเรื้อรังด้วย
- ดูแลให้น้ำสะอาดและไหลเวียนดี
- อย่าเลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป โดยเฉพาะช่วงผสมพันธุ์ เพื่อลดการบาดเจ็บ
- ระวังอย่าให้ปลาเป็นแผล
- ให้อาหารปลาที่ดี
- เอาสารอินทรีย์ที่กำลังเน่าเปื่อยออกจากตู้
- ก่อนปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง แหล่งหนึ่งแนะนำให้แช่น้ำเกลือ 2–3% นาน 5–10 นาที
- แหล่งเดียวกันแนะนำให้ผสมวิตามินซีในอาหาร 200–300 กรัม ต่ออาหาร 100 กก.
เมื่อไรควรกังวล
แม้เป็นแผลตื้นๆ ที่ผิวหนังหรือเหงือก ถ้าติดราแล้วไม่รักษาก็อาจทำให้ปลาตายได้ ถ้าเห็นปุยขึ้นที่เหงือก หรือปลาซึมและไม่กินอาหาร ควรรีบลงมือ ถ้าแผลเป็นปื้นด้านไม่เงาแทนที่จะเป็นปุยฟู ให้นึกถึงคอลัมนาริสไว้ด้วย เพราะต้องรักษาคนละแบบ ถ้ากลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง แสดงว่ายังแก้สภาพแวดล้อมได้ไม่ตรงจุด
คำถามที่พบบ่อย
ปุยขาวบนตัวปลาเป็นเชื้อราหรือคอลัมนาริส
Saprolegnia มักเป็นกระจุกฟูเหมือนสำลี สีขาวถึงเทาหรือน้ำตาล ส่วนคอลัมนาริสเป็นปื้นสีเทาหรือขาวที่ไม่เงาเหมือนผิวปกติ และอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือเหลือง แต่แผลที่ปากของคอลัมนาริสก็ดูคล้ายสำลีได้ ถ้าส่องกล้องจุลทรรศน์ Saprolegnia จะเห็นเป็นเส้นใยกว้างที่แตกกิ่งและไม่มีผนังกั้น
ใช้เกลือรักษาได้ไหม ต้องใส่เท่าไร
ได้ แต่แต่ละแหล่งให้ขนาดต่างกัน คือ แช่ระยะยาว 1–5 กรัม/ลิตร หรือ 1–3 กรัม/ลิตรเฉพาะปลาที่ทนเกลือได้ หรือแช่ NaCl 2–3% นาน 15–30 นาที อีกแหล่งระบุว่าเกลือได้ผลกับราน้ำตั้งแต่ประมาณ 3 ppt ปลาแมวอาจไวต่อเกลือมาก และควรเปลี่ยนความเค็มอย่างช้าๆ
ไข่ปลาขึ้นราขาว ทำอย่างไรดี
รีบเอาไข่ที่ไม่ได้ผสมและไข่ที่อยู่ติดกับไข่ติดราออก ไข่ที่มีปุยขึ้นเต็มแล้วช่วยไม่ได้ ควรเอาออก แหล่งหนึ่งแนะนำเมทิลีนบลูได้ถึง 3 ppm (3 มก./ลิตร) ตลอดช่วงฟัก และควรรักษาไข่ในภาชนะแยก
ทำไมใส่ยาแล้วยังกลับมาเป็นอีก
สปอร์ราแทบจะมีอยู่เสมอและกำจัดให้หมดไม่ได้ ถ้าไม่แก้สาเหตุ เช่น คุณภาพน้ำ ความหนาแน่น หรือบาดแผล ก็จะกลับมาเป็นอีก การใช้ยามากเกินไปเองก็อาจทำลายเนื้อเยื่อปลาและทำให้ติดเชื้อซ้ำได้
ระบบกรองคาร์บอนมีผลต่อการรักษาไหม
มีผล คาร์บอนจะดูดซับยา การเปิดระบบกรองคาร์บอนไว้ระหว่างรักษาจึงทำให้ยาถูกดึงออกไป นอกจากนี้ยาก็อาจทำลายแบคทีเรียในระบบกรองชีวภาพได้
แหล่งอ้างอิง
- Fish fungus – Saprolegnia cotton wool fungus (FishDoc)
- Saprolegniasis (UF Florida Cooperative Extension Fact Sheet VM 97, Klinger & Francis-Floyd), republished on Engormix
- The A-Z of Fish Health, Part 4: S-Z (Practical Fishkeeping)
- Dealing with fish egg 'fungus' (Practical Fishkeeping)
- Bệnh nấm thuỷ mi trên cá (Tepbac) (ภาษาเวียดนาม)
- Phòng bệnh nấm thủy mi cho cá nuôi (Tạp chí Thủy sản Việt Nam) (ภาษาเวียดนาม)
- Columnaris (Aquariadise)

