การดูแล · อ่านประมาณ 4 นาที

เลี้ยงปลาคาร์ปในตู้กระจกหรือบ่อเล็ก: ขนาดน้ำ ระบบกรอง อาหาร และจำนวนปลา

AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 7 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง

สรุปย่อ

  • ปลาคาร์ปตัวโตเต็มวัยยาวได้เกิน 20 นิ้ว ต้องการน้ำลึกและพื้นที่ว่ายในแนวนอน ตู้หรือบ่อเล็กมากอย่างบ่อ 204 ลิตรจึงเล็กเกินไปแน่นอน ส่วนตัวเลขปริมาตรที่แนะนำต่างกันไปตามแหล่ง ตั้งแต่ 600–1,000 แกลลอนสำหรับปลา 5–10 ตัว ไปจนถึงไม่เกิน 4 ตัวต่อ 1,000 แกลลอน
  • สิ่งแรกที่ควรทำคือเลือกขนาดตู้และระบบกรองให้เหมาะ ให้น้ำหมุนผ่านระบบกรองประมาณชั่วโมงละครั้ง ล้างระบบกรองได้สะดวก เปลี่ยนน้ำบางส่วนทุกสัปดาห์ และให้อาหารเท่าที่ปลากินหมดภายใน 5 นาที
  • แหล่งข้อมูลหนึ่งระบุว่าระบบกรองที่ใหญ่เกินความต้องการและการให้อากาศเพิ่มช่วยให้เลี้ยงปลาได้มากขึ้นอย่างปลอดภัย

ปลาคาร์ปต้องการพื้นที่แค่ไหน

ปลาคาร์ปเป็นปลาสวยงามที่โตได้ใหญ่มาก ตัวโตเต็มวัยยาวเกิน 20 นิ้ว จึงต้องการทั้งความลึกและพื้นที่ว่ายในแนวนอน ตัวเลขจากแต่ละแหล่งมีดังนี้

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านบ่อปลาคาร์ปรายหนึ่งบอกว่าตัวเขาเองไม่สร้างบ่อปลาคาร์ปที่เล็กกว่า 2,000 แกลลอน
  • บ่อขนาด 204 ลิตร (ประมาณ 90 x 75 ซม. ลึก 30 ซม.) ถูกระบุว่าเล็กเกินไปสำหรับปลาคาร์ปแน่นอน
  • ผู้จำหน่ายปลาคาร์ปรายหนึ่งระบุว่าบ่อราว 600–1,000 แกลลอนอาจพอสำหรับปลา 5–10 ตัว ถ้าเลี้ยงฝูงใหญ่กว่านั้นให้คิดประมาณ 100–500 แกลลอนต่อปลาหนึ่งตัว และแนะนำความลึกอย่างน้อย 3–4 ฟุต เพื่อให้อุณหภูมิคงที่และกันสัตว์ที่มาล่าปลา
  • ถ้าเลี้ยงในตู้กระจก มีคำแนะนำให้ใช้ตู้ยาวอย่างน้อย 1.2 ม. ให้ปลามีที่ว่าย และใช้กระจกนิรภัย (tempered) หนาอย่างน้อย 10 มม. เพราะกระจกที่บางกว่านี้อาจแตกจากแรงดันน้ำหรือการกระแทก

ค่าน้ำที่เหมาะสม

ค่าตัวเลขแหล่งที่ระบุ
อุณหภูมิ22–28 °Cคู่มือการเลี้ยงปลาคาร์ปในตู้
ค่า pH7–7.5คู่มือการเลี้ยงปลาคาร์ปในตู้
ออกซิเจนละลายน้ำประมาณ 7–9 mg/Lคู่มือการเลี้ยงปลาคาร์ปในตู้
ออกซิเจนละลายน้ำสูงกว่า 5 mg/L เหมาะกับปลาส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 5 mg/L ปลาจะเครียดคู่มือสัตวแพทย์

ปลาคาร์ปทนอุณหภูมิได้กว้าง แต่ไม่ควรให้อุณหภูมิแกว่งแรง แม้เปลี่ยนเพียงไม่กี่องศาแบบกะทันหันก็ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนลงได้ เวลาจับหรือย้ายปลา ให้อุณหภูมิเปลี่ยนไม่เกินประมาณ 1 °C ต่อชั่วโมง

ขั้นตอนการจัดระบบและดูแล

  1. กำหนดจำนวนปลา มีสูตรคร่าว ๆ อยู่สองแบบ แบบแรกคือปลายาวประมาณ 1 นิ้วต่อน้ำ 10 แกลลอน ซึ่งควรใช้เป็นแค่จุดเริ่มต้น อีกแบบคือไม่เกิน 4 ตัวต่อ 1,000 แกลลอน เพื่อไม่ให้ฟีโรโมนและสารพิษสะสม ทั้งสองแบบให้ตัวเลขต่างจากของผู้จำหน่ายที่กล่าวไว้ข้างต้น
  2. เลือกระบบกรอง เลือกระบบกรองที่รองรับปริมาตรน้ำของตู้ได้ และให้น้ำทั้งหมดหมุนผ่านระบบประมาณชั่วโมงละหนึ่งรอบ ระบบกรองที่ใหญ่เกินความต้องการช่วยให้รับจำนวนปลาได้มากขึ้น การให้อากาศเพิ่ม เช่น ใช้ปั๊มลม ก็ช่วยให้เลี้ยงปลาได้มากขึ้นอย่างปลอดภัย
  3. เลือกระบบกรองที่ล้างง่าย เช่น แบบที่ล้างย้อน (backflush) ได้ ควรล้างได้อย่างน้อยเดือนละครั้ง
  4. ดูแลประจำสัปดาห์ แนะนำให้ล้างย้อนระบบกรองและเปลี่ยนน้ำบางส่วนทุกสัปดาห์ สกิมเมอร์และท่อระบายก้นบ่อช่วยดึงของเสียออกก่อนจะตกตะกอนเป็นเลน
  5. คุมตะไคร่ หลอด UV ที่ขนาดเหมาะกับบ่อช่วยคุมตะไคร่ได้
  6. ไม้น้ำในบ่อ ปลูกไม้ชายน้ำหรือไม้น้ำที่ให้ออกซิเจน 1 ต้นต่อพื้นที่ผิวน้ำ 10 ตารางฟุต และให้บัวคลุมผิวน้ำได้ไม่เกิน 50%
  7. เตรียมน้ำใหม่ คลอรีนเพียง 0.02 mg/L ก็เป็นอันตรายต่อปลา และที่ 0.04 mg/L ทำให้ปลาตายได้ ขณะที่มีปลาอยู่ไม่ควรตรวจพบคลอรีนหรือคลอรามีนเลย การกำจัดคลอรามีนจะปล่อยแอมโมเนียออกมา จึงควรวัดทั้งคลอรีนอิสระ (free chlorine) และคลอรีนรวม (total chlorine) ทั้งก่อนและหลังปรับสภาพน้ำ
  8. กักโรคปลาใหม่หรือปลาป่วย มีคำแนะนำให้กักโรค 10–14 วันในตู้แยก ใส่น้ำลึก 20–30 ซม. ให้อากาศแรง และใส่เกลือ 3–5 ก. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร

การให้อาหาร

  • แหล่งหนึ่งแนะนำให้ให้อาหารประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว วันละ 2 ครั้ง อีกแหล่งแนะนำให้ให้เท่าที่ปลากินหมดภายใน 5 นาที
  • ตามฤดู: หน้าร้อนให้วันละ 1–3 ครั้ง ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงให้อาหารสูตรจมูกข้าวสาลี (wheat germ) 2 วันครั้ง ส่วนหน้าหนาวปลาคาร์ปมักไม่ต้องให้อาหารเลย
  • อาหารหลักเป็นอาหารเม็ดขนาด 3–5 มม. โปรตีนอย่างน้อย 25% ให้ทุกวัน อาหารเร่งสีมีโปรตีนอย่างน้อย 36% ผสมสาหร่ายสไปรูลินา บางสูตรโปรตีนเกิน 40%
  • ปลาวัยรุ่นต้องการโปรตีนมากกว่า ปลาโตเต็มวัยควรได้อาหารที่สมดุล และให้ของว่างเป็นครั้งคราว เช่น ผักกาดหอม แตงโม ถั่วลันเตาแกะเปลือก หนอน หรือคริลล์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ให้อาหารมากเกิน ปลาจะอ้วน อาหารที่เหลือทำให้น้ำเสีย คุณภาพน้ำแย่ลงและปลามีปัญหาสุขภาพ
  • ให้อาหารช่วงอากาศเย็นตามปกติ ปลาคาร์ปยังกินอาหารในช่วงที่อากาศเย็นแม้จะย่อยได้ช้า ซึ่งอาจก่อปัญหาในระยะยาว
  • ทิ้งอาหารค้างคืน อาหารจะขึ้นรา ส่วนอาหารดิบอาจนำเชื้อโรคเข้ามา
  • ปลาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ถ้าปลาวางไข่แล้วเก็บลูกปลาไว้ บ่อก็อาจกลายเป็นบ่อที่ปลาแน่นเกินไปได้

ตรวจดูหลังจัดระบบ: สัญญาณที่ต้องระวัง

ออกซิเจนต่ำ: ปลาจะมารวมกันที่ผิวน้ำและฮุบอากาศ (piping) ในบ่อมักเกิดตอนเช้ามืดมากที่สุด สาเหตุอื่นได้แก่ วันที่ฟ้าครึ้ม ตะไคร่ตายพร้อมกันจำนวนมาก ให้อาหารมากเกิน และปลาแน่นเกินไป

ไนไตรต์: ไนไตรต์ทำให้เกิด "โรคเลือดสีน้ำตาล" (brown blood disease) ปลาที่เป็นจะมีอาการเหมือนขาดออกซิเจน ถ้าไนไตรต์พุ่งขึ้นกะทันหัน เกลืออาจช่วยหยุดการตายได้ แต่ทางแก้หลักคือการเปลี่ยนน้ำและดูแลระบบกรอง ตู้และบ่อจำนวนมากรักษาระดับเกลือค้างไว้ที่ 1–3 ppt ซึ่งทำให้เกิดพิษไนไตรต์ได้ยากขึ้น เพราะคลอไรด์แย่งที่กับไนไตรต์ที่เหงือก

แอมโมเนีย: การให้อาหารมากเกินและระบบกรองชีวภาพที่ตายไปเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของแอมโมเนียที่สูงขึ้น แอมโมเนียรูปไม่แตกตัว (NH3) ที่ 0.05 mg/L ทำลายเนื้อเยื่อเหงือก และถ้าสูงกว่า 2 mg/L ก็ทำให้ปลาหลายชนิดตายได้ ความเป็นพิษจะเพิ่มขึ้นเมื่อค่า pH และอุณหภูมิสูงขึ้น ถ้าแอมโมเนียสูง ให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อย 50% และลดหรืองดให้อาหาร

คำถามที่พบบ่อย

ตู้กระจกขนาดเท่าไรจึงเลี้ยงปลาคาร์ปได้

มีคำแนะนำให้ใช้ตู้ยาวอย่างน้อย 1.2 ม. และกระจกนิรภัยหนาอย่างน้อย 10 มม. แต่ปลาคาร์ปตัวโตยาวได้เกิน 20 นิ้ว บ่อ 204 ลิตรถือว่าเล็กเกินไปแน่นอน และผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งไม่สร้างบ่อที่เล็กกว่า 2,000 แกลลอน

เลี้ยงปลาคาร์ปได้กี่ตัวต่อปริมาตรน้ำ

แต่ละแหล่งให้ตัวเลขต่างกัน แหล่งหนึ่งใช้สูตร 1 นิ้วต่อ 10 แกลลอนเป็นจุดเริ่มต้น หรือไม่เกิน 4 ตัวต่อ 1,000 แกลลอน ส่วนผู้จำหน่ายรายหนึ่งบอกว่า 600–1,000 แกลลอนอาจพอสำหรับ 5–10 ตัว และสำหรับฝูงใหญ่ให้คิด 100–500 แกลลอนต่อตัว

ระบบกรองควรแรงแค่ไหน

ควรให้น้ำทั้งหมดหมุนผ่านระบบประมาณชั่วโมงละรอบ เลือกขนาดที่รองรับปริมาตรน้ำ ล้างง่าย และล้างได้อย่างน้อยเดือนละครั้ง ระบบกรองที่ใหญ่เกินความต้องการและการให้อากาศเพิ่มช่วยให้เลี้ยงปลาได้มากขึ้น

ควรให้อาหารปลาคาร์ปบ่อยแค่ไหน

หน้าร้อนวันละ 1–3 ครั้ง ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงให้อาหารสูตรจมูกข้าวสาลี 2 วันครั้ง หน้าหนาวมักไม่ต้องให้ แหล่งหนึ่งแนะนำประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว วันละ 2 ครั้ง อีกแหล่งให้เท่าที่ปลากินหมดใน 5 นาที

ปลาลอยหัวฮุบอากาศที่ผิวน้ำหมายถึงอะไร

เป็นอาการของปลาที่ขาดออกซิเจน ซึ่งมักเกิดตอนเช้ามืด แต่พิษไนไตรต์ (โรคเลือดสีน้ำตาล) ก็ทำให้ปลามีอาการเหมือนขาดออกซิเจนได้เช่นกัน ถ้าเป็นไนไตรต์ ทางแก้หลักคือเปลี่ยนน้ำและดูแลระบบกรอง ส่วนเกลืออาจช่วยหยุดการตายได้

แหล่งอ้างอิง

  1. Hướng dẫn cách nuôi cá Koi chi tiết, đầy đủ nhất (ภาษาเวียดนาม)
  2. How Many Koi Can I Have in a Pond?
  3. Environmental Diseases in Aquatic Systems
  4. Can I keep Koi in this pond?
  5. How Big Should My Koi Pond Be?
  6. Hướng dẫn lựa chọn thức ăn cho cá Koi giàu dinh dưỡng (ภาษาเวียดนาม)
  7. Koi Feeding Guide – Feeding Koi Fish, What to Feed & Tips – Champion Nishikigoi