การเพาะพันธุ์ · อ่านประมาณ 6 นาที

วิธีเพาะพันธุ์ปลากัด: เลือกคู่ เทียบคู่ ดูหวอด และอนุบาลลูกปลาให้รอด

AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 6 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง

สรุปย่อ

  • การเพาะพันธุ์ปลากัดเริ่มจากตัวผู้ก่อหวอดที่ผิวน้ำ ตัวผู้รัดตัวเมียเพื่อให้ปล่อยไข่ แล้วอมไข่ไปเก็บไว้ในหวอดและเฝ้าจนฟัก การวางไข่ครั้งเดียวอาจได้ลูกปลาหลายร้อยตัว จึงควรเตรียมที่เลี้ยงและหาคนรับลูกปลาไว้ก่อน
  • ขั้นแรกให้เลือกพ่อแม่ที่แข็งแรง ขุนด้วยอาหารสดหรืออาหารแช่แข็ง 2–4 สัปดาห์ แล้วเทียบคู่ผ่านที่กั้นก่อนปล่อยให้เจอกัน วางไข่เสร็จแล้วให้แยกตัวเมียออก และแยกตัวผู้ออกเมื่อลูกปลาเริ่มว่ายน้ำได้เอง

ปลากัดผสมพันธุ์อย่างไร

ปลากัดตัวผู้จะก่อหวอดที่ผิวน้ำ บางครั้งยึดไว้กับไม้น้ำหรือก้อนหิน และหลายตัวก็ก่อหวอดแม้ไม่มีตัวเมียอยู่ด้วย ตอนเกี้ยวพาราสี ตัวผู้จะพองเหงือก กางครีบ และบิดตัวไปมาคล้ายเต้นรำ

ตอนวางไข่ ตัวผู้จะงอตัวรัดรอบตัวเมีย การรัดแต่ละครั้งได้ไข่ราว 10–40 ฟอง จากนั้นตัวผู้จะอมไข่ที่จมลงไปเก็บไว้ในหวอด ซ่อมหวอด และเฝ้าไข่จนฟัก จำนวนไข่ต่อครอกแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล แหล่งหนึ่งบันทึกไว้ที่ 12–492 ฟอง อีกแหล่งบอกว่าราว 20–500 ฟอง

ปลากัดเข้าวัยเจริญพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 4–5 เดือน ลูกปลาจะเริ่มมีอวัยวะช่วยหายใจ (labyrinth organ) ราวอายุ 3–6 สัปดาห์ ก่อนหน้านั้นลูกปลาที่ว่ายน้ำได้แล้วยังหายใจด้วยเหงือก

ข้อควรรู้: ปลากัดไม่ได้ "ตั้งท้อง" แต่วางไข่ ตัวเมียที่มีไข่เต็มท้องเรียกว่าตัวเมียที่ไข่แก่ (gravid)

ดูอย่างไรว่าตัวเมียพร้อม

  • สีตัวเข้มขึ้นและมีลายขวางตามแนวตั้ง (breeding bars)
  • แหล่งหนึ่งบอกว่ามักเห็นลายขวางสีอ่อนราว 5–6 เส้นที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอ แต่ตัวเมียบางตัวก็ไม่มีลายนี้
  • มีจุดขาว (ท่อวางไข่) อยู่ถัดจากครีบท้อง
  • มองจากด้านบนจะเห็นว่าป่องออกด้านข้างเป็นหลัก

ถ้าท้องป่องมากแต่ไม่มีลายขวางและไม่มีจุดขาว อาจเป็นอาการท้องผูกหรือโรคท้องมาน (dropsy) ไม่ใช่ไข่แก่ ตัวเมียอุ้มไข่ไว้ได้ราว 1–2 สัปดาห์ ส่วนการแยกเพศ ตัวเมียจะมีท่อวางไข่ และเริ่มดูความต่างระหว่างเพศได้ราว 2 เดือนหลังฟัก

เลือกพ่อแม่พันธุ์และขุนก่อนเทียบคู่

  • เลือกปลาที่แข็งแรงและรูปร่างดี เพราะลูกปลาจะได้ลักษณะจากพ่อแม่
  • เรื่องอายุ แหล่งหนึ่งบอกว่าช่วงที่เหมาะที่สุดคือราว 8 เดือน อีกแหล่งแนะนำปลาอายุราว 4–12 เดือน โดยให้ตัวเมียตัวเท่าตัวผู้หรือเล็กกว่าเล็กน้อย
  • ขุนทั้งคู่ 2–4 สัปดาห์ ให้อาหารวันละ 3–4 มื้อเล็ก ๆ มื้อหนึ่งเป็นอาหารแผ่นหรืออาหารเม็ด ที่เหลือเป็นอาหารสดหรืออาหารแช่แข็ง
  • อาหารที่ใช้ขุน เช่น หนอนแดง ไรทะเล หนอนดำ (blackworm) และไรแดง อาหารสดหรือแช่แข็งให้ผลดีกว่าอาหารสำเร็จรูป
  • ไส้เดือนน้ำและหนอนขาว (white worm) อาจมีปรสิตติดมา จึงควรแช่แข็งก่อนให้

การจัดตู้เพาะ

แต่ละแหล่งจัดตู้ต่างกัน เลือกแบบที่สะดวกได้

แบบรายละเอียด
แบบที่ 1ตู้ราว 39 ลิตร (10 แกลลอน) ใส่น้ำราว 15 ลิตร อุณหภูมิ 27–28 °C ไม่ใช้ระบบกรอง และมีฝาปิด ใส่มอสชวา ใบหูกวาง และแผ่นพลาสติกกันกระแทกลอยไว้ให้ตัวผู้ยึดหวอด ใช้ขวดพลาสติก 2 ลิตรตัดครึ่งกักตัวเมียไว้ในตู้
แบบที่ 2ตู้ไม่ปูพื้น ระดับน้ำ 5 นิ้ว ใช้น้ำที่ปรับสภาพแล้ว อุณหภูมิราว 26.6 °C (80 °F) ค่า pH 6.5 ความกระด้าง (GH) 4–8 dGH มีฮีตเตอร์ กรองฟองน้ำที่มีแผ่นกั้นลดแรงน้ำ ไม้น้ำลอยผิว และที่กั้นแยกปลา
แบบที่ 3ตู้ใหญ่ราว 80×30×30 ซม. ใส่น้ำผสมเกลือสูงราว 10 ซม. ตั้งตู้เล็กแบบไม่มีก้นไว้ข้างในสำหรับตัวเมีย ส่วนตัวผู้อยู่ในตู้ใหญ่ วางใบไม้ไว้มุมหนึ่ง เช่น ใบหูกวาง จอก ผักกาดหอมที่เด็ดก้านออก หรือผักตบชวา ให้ลูกปลาที่เพิ่งฟักเกาะพักแทนที่จะลงไปนอนที่พื้น

แหล่งข้อมูลของแบบที่ 3 เติมเกลือลงในตู้ใหญ่และใส่ยาเตตราไซคลิน (tetracycline) ในช่องของตัวเมียก่อนปล่อยพบกัน แต่ไม่ได้บอกปริมาณไว้ ควรคลุมตู้ไว้ เหลือช่องให้แสงเข้าเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ปลาตกใจเวลาคนเดินผ่าน

ขั้นตอนเพาะพันธุ์

  1. เทียบคู่ผ่านที่กั้น: แหล่งหนึ่งให้เทียบกันข้ามคืน อีกแหล่งให้แยกไว้คนละช่องราว 1 สัปดาห์ให้ปลาคุ้นกันก่อน
  2. รอหวอด: ตัวผู้มักก่อหวอดเสร็จในราว 12–24 ชั่วโมง
  3. ปล่อยตัวเมีย เมื่อตัวผู้ก่อหวอดแล้ว ตัวเมียจะเข้าไปดูหวอดและอาจไม่ยอมรับก็ได้
  4. ปล่อยให้วางไข่โดยไม่รบกวน: แหล่งหนึ่งบอกว่าการวางไข่ใช้เวลา 24–36 ชั่วโมง อีกแหล่งบอกว่าอาจนานถึงราว 2 วัน ระหว่างนี้ไม่ต้องให้อาหาร ถ้าเห็นจุดขาวเล็ก ๆ ในหวอด แปลว่าวางไข่แล้ว
  5. แยกตัวเมียออก เมื่อวางไข่เสร็จ หรือทันทีที่ตัวผู้เริ่มไล่ตัวเมียออกจากหวอด
  6. ให้ตัวผู้ดูแลไข่: ไข่ช่วงแรกมีสีขาวขุ่น ไข่ที่ได้รับการผสมจะมีจุดสีเข้มขึ้นมา แหล่งหนึ่งบอกว่าไข่ฟักใน 24–36 ชั่วโมง แล้วตัวอ่อนจะอยู่ในหวอดอีก 2–3 วันจนไข่แดงยุบหมด อีกแหล่งบอกว่าไข่ฟักในราว 2 วัน และลูกปลาว่ายน้ำได้มั่นคงหลังจากนั้นราว 3 วัน
  7. แยกตัวผู้ออก เมื่อลูกปลาว่ายน้ำได้เองและว่ายในแนวนอนได้มั่นคง ซึ่งราว 2–3 วันหลังฟัก แล้วให้อาหารโปรตีนสูงแก่ตัวผู้ เพราะน่าจะไม่ได้กินอะไรมาแล้วราวหนึ่งสัปดาห์หรือนานกว่านั้น

การอนุบาลลูกปลา

  • 24–48 ชั่วโมงแรกไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกปลายังกินไข่แดงในถุงอยู่
  • ให้อาหารวันละ 4–5 มื้อเล็ก ๆ ครั้งละเท่าที่ลูกปลากินหมด
  • อาหารแรกที่แหล่งหนึ่งแนะนำคือไข่แดงละลายในน้ำที่ไม่มีคลอรีน หยดด้วยหลอดหยดวันละ 2–3 ครั้ง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไมโครเวิร์ม หนอนน้ำส้มสายชู (vinegar eel) และลูกไรทะเลแรกฟัก
  • หลังลูกปลาว่ายน้ำได้เองราว 1 สัปดาห์ ให้เพิ่มระดับน้ำ และใส่กรองฟองน้ำแบบน้ำไหลเบา ๆ
  • คุมอุณหภูมิน้ำให้นิ่งที่ 25.5–26.7 °C (78–80 °F) และเตรียมฮีตเตอร์สำรองไว้เผื่อตัวหลักเสีย
  • เปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ ครั้งละ 10–20% ด้วยน้ำที่ปรับสภาพแล้ว
  • เลี้ยงลูกปลาในตู้เพาะ 3–4 สัปดาห์ แล้วย้ายไปตู้เลี้ยงโต ปลาจะโตเต็มที่เมื่ออายุ 3–4 เดือน

ตารางอาหารลูกปลาจากแหล่งหนึ่ง:

อายุอาหาร
สัปดาห์ที่ 1อินฟูโซเรีย และเริ่มให้ลูกไรทะเลแรกฟักได้ตั้งแต่ราวสัปดาห์ที่ 1
3–4 สัปดาห์หนอนแดงแช่แข็งขูดละเอียด
5–6 สัปดาห์หนอนกรินดัล (grindal worm) หรือหนอนดำ
8–9 สัปดาห์อาหารเม็ดแช่น้ำก่อนแล้วขูดให้ละเอียด

การแยกปลา: ควรแยกตัวผู้ออกก่อนจะเริ่มก้าวร้าว อาการแรกมักเห็นราวสัปดาห์ที่ 8–9 และจะเริ่มกัดกันแย่งพื้นที่เมื่ออายุ 3–6 เดือน ตัวเมียที่ก้าวร้าวก็ควรแยกเช่นกัน ลูกปลาจะเริ่มมีสีราวสัปดาห์ที่ 8

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ปล่อยตัวเมียลงตู้ตัวผู้ทันทีโดยไม่เทียบผ่านที่กั้นก่อน ตัวเมียอาจถูกกัด
  • ปล่อยตัวเมียไว้กับตัวผู้หลังวางไข่ ตัวผู้อาจกัดตัวเมียจนตาย หรือตัวเมียอาจกินไข่
  • ให้อาหารพ่อแม่หรือลูกปลามากเกินไปจนน้ำเสีย
  • ใช้ระบบกรองที่น้ำแรงจนดูดลูกปลาเข้าไป ควรใช้กรองฟองน้ำและเปิดน้ำเบา ๆ
  • ให้อาหารเม็ดแห้งโดยไม่แช่น้ำก่อน ซึ่งอาจทำให้ท้องอืดหรือท้องผูก และไม่ควรให้อาหารเม็ดในช่วง 6–9 สัปดาห์แรก
  • ไปยุ่งกับไข่จนตัวผู้ทิ้งหวอด หรือทำให้ตัวผู้ตกใจระหว่างดูแลลูก ซึ่งอาจทำให้ตัวผู้กินลูกปลา

ส่วนเวลาทำความสะอาดตู้ปลาปกติแล้วหวอดพังไปก็ไม่เป็นไร ตัวผู้จะก่อหวอดใหม่เอง

สุขภาพพ่อแม่พันธุ์และเมื่อไรควรกังวล

  • หลังวางไข่ ตัวเมียต้องพักอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนเพาะครั้งต่อไป ส่วนตัวผู้พักราว 1 สัปดาห์
  • ตัวเมียที่ปล่อยไข่ไม่ได้อาจเกิดภาวะไข่ค้าง (egg-bound) และเสี่ยงติดเชื้อ แหล่งหนึ่งแนะนำให้ให้อาหารที่เหมาะสมและเลี้ยงตัวเมียไว้ใกล้ตัวผู้
  • โรคกำมะหยี่ (velvet, Piscinoodinium sp.) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกปลากัดตายในการเลี้ยง

ควรคาดหวังอัตรารอดเท่าไร

ลูกปลาเพิ่งฟักยาวราว 0.76 มม. และโตถึงราว 21.6–33 มม. เมื่ออายุ 9–12 สัปดาห์ ถ้าดูแลดี แหล่งหนึ่งบอกว่าลูกปลาอาจรอดราว 90% อีกแหล่งบอกว่าราว 80–90% โดยตัวที่ตายส่วนใหญ่ตายในช่วงไม่กี่วันแรก ส่วนงานวิจัยหนึ่งที่เลี้ยงลูกปลากัดในน้ำใส่ใบหูกวาง 1 กรัม/ลิตร ใบพลู 1 กรัม/ลิตร หรืออย่างละ 0.5 กรัม/ลิตร ได้อัตรารอด 13.33–60.00% แล้วแต่ชุดการทดลอง

คำถามที่พบบ่อย

ตัวผู้ก่อหวอดแล้วแต่ยังไม่มีตัวเมีย แปลว่าพร้อมผสมพันธุ์หรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป ปลากัดตัวผู้มักก่อหวอดอยู่แล้วแม้ไม่มีตัวเมีย แต่ในตู้เพาะ เมื่อเทียบคู่แล้วตัวผู้ก่อหวอด ถือเป็นสัญญาณว่าปล่อยตัวเมียได้ ตัวผู้มักก่อหวอดเสร็จในราว 12–24 ชั่วโมง

แยกตัวเมียที่ท้องป่องเพราะไข่ ออกจากตัวที่ป่วยได้อย่างไร

ตัวเมียที่ไข่แก่มักมีลายขวางแนวตั้งและจุดขาวถัดจากครีบท้อง มองจากด้านบนจะป่องออกด้านข้าง ถ้าท้องป่องมากแต่ไม่มีลายและไม่มีจุดขาว อาจเป็นท้องผูกหรือโรคท้องมาน (dropsy)

ไข่ปลากัดฟักกี่วัน

แหล่งหนึ่งบอกว่าไข่ฟักใน 24–36 ชั่วโมง แล้วลูกปลาอยู่ในหวอดอีก 2–3 วัน อีกแหล่งบอกว่าฟักในราว 2 วัน และลูกปลาว่ายน้ำได้มั่นคงหลังจากนั้นราว 3 วัน

ควรให้อาหารลูกปลากัดเมื่อไร และให้อะไร

24–48 ชั่วโมงแรกไม่ต้องให้อาหาร จากนั้นให้อินฟูโซเรียหรือไข่แดงละลายน้ำ ตามด้วยไมโครเวิร์ม หนอนน้ำส้มสายชู และลูกไรทะเลแรกฟัก ให้วันละ 4–5 มื้อเล็ก ๆ และเลี่ยงอาหารเม็ดในช่วง 6–9 สัปดาห์แรก

เพาะซ้ำได้เร็วแค่ไหน

ตัวเมียควรพักอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ส่วนตัวผู้พักราว 1 สัปดาห์ก่อนเพาะครั้งต่อไป

แหล่งอ้างอิง

  1. Hướng dẫn chi tiết cách ép cá Betta hiệu quả nhất (ภาษาเวียดนาม)
  2. How To Breed Betta Fish: An Expert Guide To Successful Breeding
  3. Siamese fighting fish
  4. Pregnant Betta Fish, Eggs, and Fry: Oh My! (Breeding Guide)
  5. Baby Betta Fish Care (And Feeding Guide)
  6. The Effect of Giving Ketapang Leaves and Betel Leaves on the Survival Rate of Betta Fish (Betta splendens)