โรค · อ่านประมาณ 8 นาที
ปลาครีบเปื่อย หางเปื่อย: ดูอาการ หาสาเหตุ รักษาและป้องกันอย่างไร
AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 7 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง

สรุปย่อ
- โรคครีบเปื่อย หางเปื่อย คือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ครีบ ทำให้ครีบขาดรุ่ยหรือสีเปลี่ยน เริ่มจากขอบครีบแล้วลามเข้าด้านใน พบบ่อยในปลากัดและปลาทอง ถ้าไม่รักษาอาจลามไปที่ลำตัวจนปลาตายได้
- ให้เริ่มจากตรวจคุณภาพน้ำและหาสิ่งที่ทำให้ปลาเครียดแล้วเอาออกทันที แยกปลาป่วยไปไว้ในตู้น้ำสะอาดที่กำจัดคลอรีนแล้ว และทำความสะอาดตู้ สัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำมองว่าการปรับสภาพแวดล้อมคือวิธีรักษาที่ดีที่สุด ส่วนยาให้ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
โรคครีบเปื่อยคืออะไร
ครีบเปื่อยเป็นโรคจากแบคทีเรียที่ทำให้ครีบและหางขาดรุ่ยหรือสีเปลี่ยน พบบ่อยในปลากัดและปลาทอง สัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำอธิบายว่าเป็นการติดเชื้อที่ครีบซึ่งยังลุกลามอยู่ ลามไปที่ผิวหนังส่วนอื่นได้ และบางครั้งก็ลามเข้าสู่ทั้งระบบของร่างกาย
การเปื่อยเริ่มที่ขอบครีบแล้วกินลึกเข้ามา ถ้าลามถึงโคนครีบแล้ว เนื้อเยื่อที่หายไปจะงอกกลับมาไม่ได้อีก ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา โรคอาจลามไปที่ลำตัวกลายเป็นครีบและตัวเปื่อย จนปลาตายได้ ปลาอาจตายภายในไม่กี่วัน และอัตราการตายจะสูงขึ้นมากเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนรายที่เป็นไม่มาก เนื้อเยื่อส่วนก้านครีบที่อ่อนนุ่มงอกกลับมาได้ครบเมื่อกำจัดเชื้อหมดแล้ว
ปลาที่มีครีบยาวและบอบบางอย่างปลากัดและปลาทองพันธุ์แฟนซี ใช้ครีบได้ไม่คล่องและบาดเจ็บบ่อย จึงเสี่ยงเป็นโรคนี้มากกว่า
อาการ
แหล่งหนึ่งแบ่งอาการเป็น 3 ระยะ
- ระยะที่ 1: ขอบครีบสีเปลี่ยน อาจเห็นเป็นสีขาว แดง หรือดำ แล้วแต่สีของตัวปลา
- ระยะที่ 2: ขอบครีบขาดรุ่ยไม่เรียบ เพราะเนื้อเยื่อที่ตายแล้วหลุดออกไป
- ระยะที่ 3: ครีบหรือหางหายไปทั้งส่วน และเชื้อลามไปที่ลำตัว
อีกแหล่งบอกว่ามักเริ่มจากมีเส้นสีแดงในครีบ จากนั้นขอบครีบซีดผิดปกติ แล้วเยื่อครีบก็ขาดรุ่ยหรือเปื่อย อาการช่วงแรกที่พบได้คือขอบครีบขาดรุ่ย ครีบหางแดง และปลายครีบเป็นสีเทา ถ้าเป็นหนัก ครีบจะเปื่อยและมีเลือดออกลามเข้ามาถึงโคนหาง จนอาจเห็นก้านกระดูก
ปลาที่ป่วยอาจไม่กินอาหาร ซึม และสีตัวเข้มขึ้น
ปลาที่ขอบครีบไม่เรียบอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น ปลากัดฮาล์ฟมูน อาจทำให้สังเกตโรคนี้ได้ยาก การวินิจฉัยให้แน่ชัดต้องผ่าซากตรวจร่วมกับเพาะเชื้อและแยกเชื้อแบคทีเรีย
แยกครีบเปื่อยจากแบคทีเรียกับจากเชื้อรา
| ลักษณะ | จากแบคทีเรีย | จากเชื้อรา |
|---|---|---|
| ขอบครีบ | ขอบเป็นสีขาวอมเทา | สีขาวครีมคล้ายมีขนฟู และมีขอบขาวบ่อยกว่า |
| ลักษณะความเสียหาย | เป็นหย่อม ๆ ขาดรุ่ยไม่สม่ำเสมอ (เช่น เชื้อ Pseudomonas) | กร่อนเสมอกันกว่า |
การติดเชื้อแบคทีเรียกับเชื้อราเกิดพร้อมกันได้ และเชื้อราติดซ้ำที่แผลครีบเปื่อยก็พบได้บ่อย
ครีบที่กำลังหายหน้าตาเป็นอย่างไร
แผลที่กำลังหายมักงอกเนื้อเยื่อใหม่สีขาวหรือใสออกมา เนื้อใหม่ที่หางเป็นสีใสหรือขาวถือว่าปกติ ถ้ายังเห็นเนื้อเยื่อสีแดง แปลว่ายังติดเชื้ออยู่ ครีบที่งอกใหม่อาจมีสีต่างจากเดิมได้
สาเหตุ
เชื้อที่พบบ่อยคือ Aeromonas, Pseudomonas และ Flavobacterium ซึ่งปกติก็อยู่ในเมือกผิวปลาอยู่แล้ว อีกแหล่งระบุเป็น Aeromonas, Pseudomonas และ Flexibacter และบอกว่าเชื้อเหล่านี้มีอยู่ในน้ำตามปกติ จะก่อโรคเมื่อปลาอ่อนแอเท่านั้น ในการศึกษาปี 2004 เชื้อที่แยกได้มากที่สุดคือ Aeromonas hydrophila (198 จาก 468 ตัวอย่าง) ซึ่งก่อโรคได้รุนแรง รองลงมาคือ Pseudomonas fluorescens (102) และ Flavobacterium columnare (36)
ครีบเปื่อยมักเริ่มจากมีแผลแล้วติดเชื้อ เนื้อเยื่อครีบมีเลือดมาเลี้ยงน้อย เชื้อจึงลามอยู่เฉพาะที่ได้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ได้แก่
- คุณภาพน้ำไม่ดี น้ำสกปรก
- บาดเจ็บ เช่น โดนปลาตัวอื่นตอดครีบหรือกัดกัน ซึ่งมักตามมาด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราซ้ำ
- กระแสน้ำจากระบบกรองแรงเกินไป
- ของตกแต่งที่มีคม หรือไม่เหมาะกับปลาครีบยาว แม้แต่รากไม้น้ำที่นิ่มก็เกี่ยวครีบยาวจนเป็นแผลแรกได้
- อุณหภูมิไม่เหมาะสม
- เลี้ยงปลาแน่นเกินไป และให้อาหารปลามากเกินไป
- อาหารไม่ดี และความเครียด
- เป็นโรคแทรกซ้อนจากโรคอื่น
แหล่งหนึ่งระบุว่าปลาเตตร้า เตตร้าเสือ (serpae tetra) เตตร้าดำ (black skirt tetra) ปลาเทวดา และปลาแมว เป็นปลาที่ชอบตอดครีบ ควรเลี้ยงแยกจากปลาที่ครีบเสียหายง่ายอย่างปลาหางนกยูง
สิ่งที่ควรทำทันที
- ตรวจค่าน้ำทันที และมองหาสิ่งที่ทำให้ปลาเครียด เช่น กระแสน้ำแรง ของตกแต่งมีคม อุณหภูมิไม่เหมาะ หรือมีปลาที่ชอบตอดครีบ
- เอาสิ่งที่ทำให้เครียดออกทันที รวมถึงแยกปลาที่ตอดครีบหรือกัดกันออก และแก้ปัญหาเรื่องน้ำ เพื่อไม่ให้โรคกลับมาอีก
- แยกปลาป่วยไปไว้อีกตู้ที่ใส่น้ำสะอาดซึ่งกำจัดคลอรีนแล้ว และใช้สวิงแยกกันคนละอันสำหรับแต่ละตู้
- ทำความสะอาดตู้และดูดของเสียออกให้มากที่สุด เพราะยาหลายตัวกำหนดให้งดเปลี่ยนน้ำระหว่างรักษา แหล่งหนึ่งบอกว่าตู้ที่ไม่มีระบบกรองเปลี่ยนน้ำได้ 100% ด้วยน้ำที่กำจัดคลอรีนแล้ว ส่วนตู้ที่มีระบบกรองชีวภาพที่เซ็ตตัวแล้วให้เปลี่ยนเพียงประมาณ 50% ถ้าจะล้างวัสดุกรอง ให้ล้างด้วยน้ำในตู้ ไม่ใช่น้ำประปา
- ใช้ยาเมื่อจำเป็น (ดูหัวข้อการรักษา)
- ดูแลให้สภาพแวดล้อมสบายสำหรับปลา และเพิ่มอากาศระหว่างใช้ยา
ถ้าบริเวณที่ติดเชื้อเป็นสีแดง ให้ตรวจเคมีของน้ำ สภาพแวดล้อม และอาหาร ถ้าทุกอย่างปกติดีแล้ว ควรปรึกษาสัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำ
การรักษา
ปรับสภาพแวดล้อมก่อน: สัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำมองว่าการปรับสภาพแวดล้อม ทั้งคุณภาพน้ำ อาหาร และสภาพที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน คือวิธีรักษาครีบเปื่อยที่ดีที่สุด สัตวแพทย์ท่านเดียวกันบอกว่าไม่ค่อยแนะนำยาปฏิชีวนะสำหรับโรคนี้ เพราะยาไปถึงปลายครีบได้ยาก และไม่แนะนำให้ใส่ยาลงน้ำสำหรับครีบเปื่อยธรรมดา เพราะจะรบกวนระบบกรองชีวภาพ ส่วนอีกแหล่งแนะนำให้ใช้ยาก็ต่อเมื่อทำความสะอาดและปรับน้ำไปหลายวันแล้วปลายังไม่ดีขึ้น
ถ้าติดเชื้อเรื้อรังไม่หาย อาจต้องให้สัตวแพทย์ฉีดยาปฏิชีวนะ และทำความสะอาดหรือเล็มเนื้อเยื่อส่วนที่ติดเชื้อออก
ยาที่แหล่งต่าง ๆ ระบุไว้:
- Erythromycin: แหล่งหนึ่งแนะนำสำหรับครีบเปื่อย และแนะนำ methylene blue ถ้ามีเชื้อราติดซ้ำ
- ยาต้านแบคทีเรียอื่น: อีกแหล่งระบุยาที่มี erythromycin, minocycline, trimethoprim หรือ sulfadimidine และแนะนำให้เลือกยาที่ไม่มีสีย้อม ใช้นานตามที่ฉลากกำหนด
- Kanamycin ผสมอาหาร: 200–300 มก. ต่ออาหาร 100 ก.
- Kanamycin แช่: 2–5 ก./ลิตร นาน 4–5 วัน แล้วเปลี่ยนน้ำ 35–50%
- Nalidixic acid ชนิดละลายน้ำ: แช่ 13 มก./ลิตร นาน 1–4 ชั่วโมง ทำซ้ำได้ถ้าจำเป็น
- Malachite green: 1–3 มก./ลิตร นานไม่เกิน 1 ชั่วโมง ได้ผลในบางกรณี
- Gentian violet: ใช้แต้มที่แผล
- ใช้ยาปฏิชีวนะในตู้พยาบาล
แหล่งข้อมูลด้านปลาสายรุ้งแนะนำให้คิดให้รอบคอบก่อนใช้ยาปฏิชีวนะ และถ้าใช้ยาสำเร็จรูป ให้ทำตามวิธีของผู้ผลิต เพราะความเข้มข้นของแต่ละยี่ห้อไม่เท่ากัน
ยา kanamycin สำเร็จรูปของผู้ผลิตรายหนึ่ง: ผู้ผลิตระบุว่าใช้รักษาครีบเปื่อยได้ ระยะการรักษา 7 วันหรือจนกว่าการติดเชื้อจะหาย
- ใส่ลงน้ำ 1 ช้อนตวง (measure) ต่อน้ำ 20 ลิตร (5 แกลลอน) ซ้ำทุก 48 ชั่วโมง ไม่เกิน 3 ครั้ง
- ถ้าเป็นหนัก ทำรอบที่สองต่อทันทีได้ แต่ต้องดูว่าปลาไม่มีอาการเครียดเมื่อจบรอบแรก
- ต้องเอาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างกุ้งและหอยออกก่อนใส่ยาลงน้ำ เพราะไวต่อยามาก
- ผสมอาหารให้กินแทนได้ตามอัตราที่ผู้ผลิตกำหนด ให้ทุกวันนานไม่เกิน 1 สัปดาห์ ผู้ผลิตบอกว่าวิธีนี้เหมาะมากกับตู้ที่มีสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
- ระหว่างใส่ยา ให้ปิดยูวีและโอโซน และเอาถ่านหรือวัสดุดูดซับสารออก เมื่อรักษาเสร็จจึงใช้ถ่านกัมมันต์ดูดยาออก ยาตัวนี้ไม่ทำลายแบคทีเรียในระบบกรอง
เกลือ: แต่ละแหล่งให้ปริมาณต่างกันมาก
| การใช้ | ปริมาณ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ใส่ในตู้ตามปกติ | 1–3 ก./ลิตร | ปลาเขตร้อนส่วนใหญ่ทนได้ และปลอดภัยต่อระบบกรองชีวภาพ |
| แช่ระยะสั้น | 10 ก./ลิตร นาน 20–30 นาที | เฉพาะปลาที่ทนเกลือ |
| ปลาสายรุ้ง | ตัวเต็มวัยทนได้ถึง 17 ก./ลิตร ปลาวัยอ่อนถึง 12 ก./ลิตร | |
| อีกแหล่งหนึ่ง | 30 ก. ต่อน้ำ 4 ลิตร | เฉพาะปลาน้ำจืดที่ทนเกลือ ปริมาณนี้สูงกว่า 1–3 ก./ลิตร มาก |
อีกแหล่งบอกว่าถ้าหา erythromycin ไม่ได้ ใช้เกลือแทนได้ แต่โดยทั่วไปได้ผลช้ากว่า erythromycin และแหล่งนี้ไม่ได้ให้ปริมาณเกลือไว้ ก่อนแช่เกลือต้องตรวจก่อนว่าปลาชนิดนั้นทนเกลือได้หรือไม่
ระหว่างรักษา: ยาทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง จึงควรเพิ่มหัวทรายหรือกรองฟองน้ำ แต่สำหรับปลากัด แหล่งหนึ่งแนะนำให้เปิดลมเบา ๆ ไม่ให้กระแสน้ำทำให้ปลาเครียด แหล่งเดียวกันแนะนำให้คุมอุณหภูมิที่ 26–27°C และค่า pH 7–8 ระหว่างรักษา ยาอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะเห็นผล สัญญาณว่าปลากำลังหายคือการเปื่อยหยุดลาม ปลากลับมากินอาหาร และครีบเริ่มงอกใหม่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- รักษาแค่อาการโดยไม่กำจัดต้นเหตุ เช่น ปลาที่ตอดครีบ ของตกแต่งมีคม หรือน้ำสกปรก ทำให้โรคกลับมาอีก
- ลืมเพิ่มอากาศระหว่างใช้ยา ทั้งที่ยาทำให้ออกซิเจนลดลง
- เข้าใจผิดว่าเนื้อใหม่สีขาวหรือใสที่ครีบซึ่งกำลังหายเป็นอาการเปื่อย ที่จริงเนื้อเยื่อสีแดงเท่านั้นที่บอกว่ายังติดเชื้ออยู่
- ใส่ยาลงน้ำในตู้ที่มีกุ้งหรือหอย ควรเอาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังออกก่อน หรือใช้ยาผสมอาหารแทน
- ผสมยาหลายตัวใช้พร้อมกันเป็นประจำ ซึ่งควรหลีกเลี่ยง
- แช่เกลือกับปลาที่ไม่ทนเกลือ
ความเชื่อที่ยังไม่มีหลักฐาน
- น้ำมันทีทรี (tea tree oil) 1–2 หยดในตู้ แหล่งที่แนะนำเองก็ยอมรับว่ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ผล และควรใช้เพื่อป้องกันเท่านั้น
- ความเชื่อที่ว่าปลากัดเป็นครีบเปื่อยบ่อยเพราะสภาพการเลี้ยงในร้านขายปลา ยังไม่มีแหล่งอ้างอิงยืนยัน
การป้องกัน
- ดูแลคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ ทำความสะอาดตู้ตามรอบ แหล่งหนึ่งแนะนำให้เปลี่ยนน้ำทุก 3 วันสำหรับตู้ 4 ลิตร ทุก 4–5 วันสำหรับตู้ 10 ลิตร และทุก 7 วันสำหรับตู้ 20 ลิตร
- ไม่เลี้ยงปลาแน่นเกินไป ไม่ให้อาหารมากเกินไป เพราะเศษอาหารที่เหลือเป็นอาหารของแบคทีเรีย ให้อาหารปลาที่มีคุณภาพและหลากหลาย
- ปลูกไม้น้ำช่วยดูดซับของเสีย และเล็มไม้น้ำสม่ำเสมอ
- ใช้ฮีตเตอร์คุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ลดกระแสน้ำที่แรงเกินไป และแยกปลาที่ก้าวร้าวออก
- เลือกของตกแต่งที่เหมาะกับปลากัดครีบยาว และจัดที่พักผิวเรียบให้ปลากัด
- เอาปลาที่ตายหรือป่วยออกทันที ไม่ปล่อยปลาป่วยลงตู้รวม ให้กักโรคหรือรักษาก่อน
- สังเกตปลาทุกวัน ดีที่สุดคือช่วงให้อาหาร เพื่อเห็นอาการตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อไรควรกังวล
- การเปื่อยลามเข้าใกล้โคนครีบ เพราะถ้าถึงโคนครีบแล้ว เนื้อเยื่อจะไม่งอกกลับมา
- ครีบหรือหางหายไปทั้งส่วน หรือเชื้อเริ่มลามไปที่ลำตัว
- มีเลือดออก ครีบเปื่อยลึกถึงโคนหางจนเห็นก้านกระดูก
- ปลาไม่กินอาหาร ซึม สีตัวเข้มขึ้น อาการลักษณะนี้อาจตายได้ภายในไม่กี่วัน โดยเฉพาะเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
- บริเวณที่ติดเชื้อยังแดงอยู่ทั้งที่น้ำ สภาพแวดล้อม และอาหารปกติดีแล้ว ควรปรึกษาสัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำ
- ถ้าเห็นอาการปากเปื่อย (columnaris) ด้วย ผู้ผลิตยารายหนึ่งระบุว่าโรคนี้ติดต่อง่ายมาก ควรย้ายปลาป่วยไปตู้พยาบาล
คำถามที่พบบ่อย
ครีบที่เปื่อยไปแล้วจะงอกกลับมาไหม
ถ้าเป็นไม่มาก เนื้อเยื่อส่วนก้านครีบที่อ่อนนุ่มงอกกลับมาได้ครบเมื่อกำจัดเชื้อหมดแล้ว แต่ถ้าเปื่อยลามถึงโคนครีบ เนื้อเยื่อที่หายไปจะงอกกลับมาไม่ได้ ครีบที่งอกใหม่อาจมีสีต่างจากเดิม
ขอบครีบมีสีขาวใส แปลว่ายังเปื่อยอยู่หรือเปล่า
ไม่จำเป็น แผลที่กำลังหายมักงอกเนื้อใหม่สีขาวหรือใส ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ถ้ายังเห็นเนื้อเยื่อสีแดงจึงแปลว่ายังติดเชื้ออยู่
ต้องใช้ยาปฏิชีวนะทุกครั้งไหม
ไม่ทุกครั้ง สัตวแพทย์ด้านสัตว์น้ำมองว่าการปรับคุณภาพน้ำ อาหาร และสภาพแวดล้อมคือวิธีรักษาที่ดีที่สุด และไม่ค่อยแนะนำยาปฏิชีวนะเพราะยาไปถึงปลายครีบได้ยาก อีกแหล่งแนะนำให้ใช้ยาเมื่อทำความสะอาดและปรับน้ำไปหลายวันแล้วปลายังไม่ดีขึ้น
ใช้เกลือรักษาครีบเปื่อยได้ไหม ใส่เท่าไร
ใช้ได้กับปลาที่ทนเกลือ แหล่งหนึ่งบอกว่าเกลือ 1–3 ก./ลิตร ปลาเขตร้อนส่วนใหญ่ทนได้และไม่ทำลายระบบกรองชีวภาพ ส่วนการแช่ระยะสั้นใช้ 10 ก./ลิตร นาน 20–30 นาที อีกแหล่งให้ 30 ก. ต่อน้ำ 4 ลิตร ซึ่งสูงกว่ามาก และใช้เฉพาะปลาที่ทนเกลือ อีกแหล่งบอกว่าเกลือใช้แทน erythromycin ได้แต่มักได้ผลช้ากว่า ควรตรวจก่อนว่าปลาชนิดนั้นทนเกลือหรือไม่
ในตู้มีกุ้งและหอย จะรักษาอย่างไร
ไม่ควรใส่ยาลงน้ำในตู้ที่มีกุ้งหรือหอย เพราะไวต่อยามาก ให้เอาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังออกก่อน แยกปลาป่วยไปตู้พยาบาล หรือใช้ยาแบบผสมอาหารแทน ซึ่งผู้ผลิตยา kanamycin รายหนึ่งบอกว่าเหมาะกับตู้ที่มีสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
แหล่งอ้างอิง
- Fin rot (Wikipedia)
- Phương pháp chữa bệnh thối vây ở cá (Mytour) (ภาษาเวียดนาม)
- Fin & Tail Rot (ANGFA Rainbowfish)
- Common Bacterial Infections in Fish (LiveAquaria)
- Fin Rot in Pet Fish (Dr. Jessie Sanders, Aquatic Veterinary Services)
- 5 Quick and Easy Steps for Treating Fin Rot (Aquarium Co-Op)
- KanaPlex (Seachem)



