โรค · อ่านประมาณ 7 นาที
ปลาเป็นพยาธิเหงือก (ฟลุค): ดูอาการอย่างไร รักษาด้วยยาอะไร และป้องกันอย่างไร
AquaTome รวบรวมข้อมูลจาก 5 แหล่งข้อมูล แล้วเรียบเรียงขึ้นใหม่เอง

สรุปย่อ
- พยาธิเหงือกหรือฟลุค คือหนอนตัวแบนขนาดเล็กกลุ่มโมโนจีเนีย (monogenean) ที่เกาะอยู่ตามผิวหนัง ครีบ และเหงือกของปลา ปลาที่เป็นจะหายใจเร็วหรือหอบทั้งที่ในน้ำมีออกซิเจนพอ กางหรือหุบแผ่นปิดเหงือก และถูตัวกับพื้นหรือของตกแต่ง
- ขั้นแรกให้วัดแอมโมเนีย ไนไตรต์ และค่า pH และตรวจว่าน้ำประปาผ่านการกำจัดคลอรามีนแล้วหรือยัง เพราะสองอย่างนี้ทำให้มีอาการคล้ายกันได้ ถ้ายืนยันได้ว่าเป็นพยาธิ ยาที่ใช้เป็นหลักคือพราซิควอนเทล (praziquantel) ต้องให้ยาซ้ำตามรอบ และเพิ่มการให้อากาศตลอดช่วงรักษา
พยาธิเหงือกคืออะไร
พยาธิเหงือก (gill flukes) คือพยาธิกลุ่มโมโนจีเนีย เป็นหนอนตัวแบนขนาดเล็ก ตัวเต็มวัยยาวราว 600 µm รูปร่างแบนเป็นวงรี ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนตัวปลา ทั้งผิวหนัง ครีบ และเหงือก วงจรชีวิตเป็นแบบตรง คือติดจากปลาตัวหนึ่งไปยังอีกตัวได้เลย ไม่ต้องผ่านสัตว์ตัวกลาง
กลุ่มที่พบบ่อยมีสองวงศ์ และรักษาไม่เหมือนกัน
| Dactylogyrids | Gyrodactylids | |
|---|---|---|
| การสืบพันธุ์ | วางไข่ | ส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตัว |
| ตำแหน่งที่พบ | เหงือกเป็นหลัก | ลำตัวและครีบเป็นหลัก บางครั้งพบที่เหงือก |
| จุดตา | มี 2 คู่ | ไม่มี |
| หมายเหตุ | พบมากในปลาตระกูลปลาตะเพียนน้ำจืด เช่น ปลาดานิโอ ปลาบาร์บ ปลาทอง และปลาโคอิ (koi) | เพิ่มจำนวนเร็วในระบบปิด |
ในธรรมชาติพยาธิกลุ่มนี้ไม่ค่อยก่อปัญหา แต่ในที่เลี้ยงซึ่งปลาอยู่กันหนาแน่น พยาธิจะเพิ่มจำนวนได้จนปลาป่วยและตายครั้งละมาก ๆ ที่อุณหภูมิราว 22–25°C พยาธิเติบโตจากไข่เป็นตัวเต็มวัยได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ถ้าน้ำเย็นใกล้ 1–2°C อาจใช้เวลาห้าถึงหกเดือน
ถ้าเหงือกมีพยาธิมาก ปลาจะหายใจลำบากและทนน้ำที่ออกซิเจนต่ำได้ไม่ดี เมื่อติดหนักปลาอาจตายจากการติดเชื้อแทรกซ้อน หรือจากการที่ร่างกายรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ (osmotic regulation) ไม่ได้
อาการ
- หายใจเร็วหรือหอบ ทั้งที่น้ำมีออกซิเจนเพียงพอ
- กางแผ่นปิดเหงือกค้างไว้ หรือหุบแน่น
- ถูตัวกับพื้นตู้ ผนังตู้ หรือของตกแต่ง (flashing)
- ซึม ว่ายอยู่ใกล้ผิวน้ำหรือไปออกันที่ทางน้ำออกของระบบกรอง และกินอาหารน้อยลง
- หุบครีบ และสีผิวเปลี่ยนตรงจุดที่พยาธิเกาะกิน
- อาจเห็นจุดสีเข้มเล็ก ๆ บนซี่เหงือก
- พยาธิที่ผิวหนังอาจทำให้เกล็ดหลุด และมีของเหลวสีชมพูตรงจุดที่พยาธิเกาะ
- รายที่หนัก: เหงือกบวมและซีด หายใจเร็วขึ้นอีก และขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำ
การยืนยันโรค: ต้องเอาตัวอย่างเหงือก ครีบ หรือเมือกผิวหนังจากปลาที่ยังมีชีวิตหรือเพิ่งตายมาส่องกล้องจุลทรรศน์ เพราะพยาธิจะหายไปอย่างรวดเร็วหลังปลาตาย ควรแยกด้วยว่าเป็นวงศ์ไหน เพราะกลุ่มที่วางไข่ต้องรักษานานกว่า เพื่อให้ฆ่าตัวอ่อนที่ฟักออกมาทีหลังได้ด้วย
โรคที่อาการคล้ายกัน
- โรคเหงือกจากแบคทีเรีย และน้ำคุณภาพไม่ดี: ให้วัดแอมโมเนีย ไนไตรต์ และค่า pH ก่อน
- เหงือกระคายเคืองจากคลอรามีน ในน้ำประปาที่ยังกำจัดไม่หมด ควรตัดสาเหตุนี้ออกไปก่อน
- ในปลาโคอิ: อาการกางแผ่นปิดเหงือกอาจเกิดจากซีสต์ของตัวอ่อนพยาธิใบไม้กลุ่มไดจีเนีย Centrocestus formosanus ที่ฝังอยู่ลึกในซี่เหงือก ไม่ใช่จากโมโนจีเนีย ตัวอ่อนชนิดนี้เข้าสู่ปลาผ่านหอย Melanoides tuberculata ส่วนตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งรวมถึงคนด้วย
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
- พยาธิมักติดมากับปลาใหม่ที่ดูแข็งแรงดี ปลาที่เป็นพาหะทำให้ปลาที่ไม่เคยสัมผัสพยาธิมาก่อนติดโรคได้
- ความเครียด เช่น เลี้ยงหนาแน่นเกินไป น้ำไม่ดี อาหารไม่ดี และปลาไล่กัด ทำให้เสี่ยงมากขึ้น มีการพิสูจน์แล้วว่าฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลทำให้พยาธิโมโนจีเนียสืบพันธุ์ได้มากขึ้น
- ไข่และตัวอ่อนของพยาธิมีชีวิตอยู่ในตู้ได้แม้ไม่ได้เกาะตัวปลา
สิ่งที่ควรทำตอนนี้
- วัดแอมโมเนีย ไนไตรต์ ค่า pH และตรวจน้ำยาปรับสภาพน้ำว่ากำจัดคลอรามีนได้ด้วย ไม่ใช่กำจัดได้แค่คลอรีน
- ถ้าทำได้ ให้ส่องกล้องตรวจตัวอย่างจากปลาเพื่อยืนยันว่าเป็นพยาธิ และดูว่าเป็นวงศ์ไหน
- ในช่วงที่ใช้ยา ให้เพิ่มการให้อากาศหรือทำให้ผิวน้ำกระเพื่อม เพราะน้ำอุ่นมีออกซิเจนละลายอยู่น้อยกว่า
- ระวังอย่าให้อาหารมากเกินไปในช่วงรักษา เพราะจะทำให้แอมโมเนียสูงขึ้น
- ถ้าปลามีท่าทีแย่ลงหลังได้รับยา ให้นำปลาออกจากน้ำยาทันที
การรักษา
พราซิควอนเทล (praziquantel) เป็นยาที่ใช้เป็นหลักในการรักษาพยาธิโมโนจีเนีย ในสหรัฐอเมริกายานี้ไม่ได้รับอนุมัติจาก FDA ให้ใช้กับปลา ต้องให้สัตวแพทย์สั่งจ่ายสำหรับการใช้แบบนี้ แต่ละแหล่งให้ขนาดยาและรอบการใช้ไว้ต่างกัน ดังนี้
| วิธีใช้ | ขนาดยาและรอบ |
|---|---|
| แช่ในตู้ (แบบหนึ่ง) | 2.5 mg/L นาน 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนน้ำ 50% จากนั้นให้ซ้ำในวันที่ 7 และวันที่ 14 เพราะยาไม่ฆ่าไข่ |
| แช่ในตู้ (อีกแบบหนึ่ง) | 2–3 mg/L ถ้าน้ำอุ่นกว่า 25°C ให้ทุก 3–4 วัน รวม 20 วัน ถ้า 20–25°C ให้ทุก 4–5 วัน รวม 25 วัน |
| กำจัด dactylogyrids ออกจากระบบปิด | 3 รอบ รอบละ 5–6 วัน ที่ 2.5 mg/L/วัน และเว้นช่วงไม่ใช้ยา 1–4 สัปดาห์ระหว่างรอบ |
| ใช้ระยะยาว | เริ่มที่ 2.5 mg/L แล้วให้ซ้ำวันเว้นวัน ปลาบางชนิดทนขนาดยาสะสมได้ถึง 10 mg/L |
| แช่ระยะสั้น | 10 mg/L นาน 3 ชั่วโมง |
| ผสมอาหาร | 35–125 mg/kg ในอาหาร นานไม่เกิน 3 วัน |
- ระหว่างการให้ยาแต่ละครั้ง ให้เปลี่ยนน้ำ 50–75%
- ถ้าเป็นผง ให้ละลายในแอลกอฮอล์ปริมาณน้อยก่อน แล้วผสมกับน้ำจากตู้ในถัง ค่อยเทลงตู้ ผงที่ละลายไม่ดีทำลายเหงือกได้รุนแรง
- มีการระบุว่าที่ขนาดรักษา ยานี้ปลอดภัยกับปลาน้ำจืดแทบทุกชนิด รวมทั้งกุ้ง หอย และไม้น้ำ และไม่ทำลายแบคทีเรียในระบบกรอง
- มีรายงานว่าปลาจูบ (kissing gourami) แสดงอาการแย่ลงหลังได้รับผลิตภัณฑ์พราซิควอนเทลตัวหนึ่ง
- ยามีกลิ่นแรง ถ้าผสมอาหารในขนาดสูง ปลาอาจไม่ยอมกิน ทำให้ยาได้ผลน้อยลง การใช้สารเคลือบช่วยให้ยาติดกับอาหารได้ดีขึ้น
- ก่อนปล่อยน้ำที่มียาพราซิควอนเทลทิ้ง ให้กรองผ่านถ่านกัมมันต์ (activated carbon) ก่อน
ฟอร์มาลิน (formalin) แต่ละแหล่งให้วิธีใช้ต่างกัน
- แบบหนึ่ง: 30 mg/L พร้อมให้อากาศแรง ๆ ถ้าจำเป็นให้ซ้ำหลังผ่านไปราว 30 วัน แหล่งนี้เตือนว่าฟอร์มาลินดึงออกซิเจนในน้ำไปใช้ และปลาที่ป่วยทนได้ไม่ดี
- อีกแบบหนึ่ง: 0.15–0.25 ml/L นาน 30–60 นาที ใช้ในตู้พยาบาลที่ให้อากาศดีเท่านั้น ห้ามใช้ในตู้โชว์ที่มีไม้น้ำหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
- มีพยาธิบางกลุ่มที่ดื้อต่อฟอร์มาลดีไฮด์แล้ว
ผลจากงานวิจัยในปลาไนวัยอ่อน (common carp) ที่ติด Dactylogyrus anchoratus: การแช่ฟอร์มาลดีไฮด์ 0.17 ml/l นาน 15 นาที และการใช้เฟนเบนดาโซล (fenbendazole) 25 mg/l (2 × 12 ชั่วโมง เว้นระหว่างกัน 24 ชั่วโมง) ลดการติดเชื้อได้มากกว่า 90% ทั้งสองวิธี ผู้วิจัยเสนอว่าผลิตภัณฑ์เฟนเบนดาโซลที่ขึ้นทะเบียนแล้วอาจใช้แทนฟอร์มาลดีไฮด์ซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียน ในงานเดียวกันยังทดสอบไอเวอร์เมกติน (ivermectin) 0.031 mg/l นาน 1 ชั่วโมง มีเบนดาโซล (mebendazole) 1 mg/l นาน 12 ชั่วโมง และลีวามิโซล (levamisole) 50 mg/l นาน 2 ชั่วโมง หรือ 3 × 1 ชั่วโมงด้วย
ทางเลือกอื่น
- ลีวามิโซล 2 mg/L เป็นทางเลือกรอง ได้ผลปานกลาง
- ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 300–560 mg/L นาน 10 นาที ต้องระวังอย่างมาก เพราะปลาบางชนิดทนไม่ได้
- ด่างทับทิม (potassium permanganate) 2 mg/L แช่ระยะยาว เหมาะกว่ายาอื่นเมื่อมีโรคคอลัมนาริสหรือเชื้อราน้ำร่วมด้วย
- ผลิตภัณฑ์ฆ่าพยาธิเหงือกบางตัวมีรายงานว่าทำอันตรายต่อหอย
เกลือและน้ำทะเล
- จุ่มเกลือ 30–35 g/L นาน 3–5 นาที ถ้าอาการไม่เฉียบพลัน แช่เกลือเจือจาง 5 g/L นาน 90 นาที
- จุ่มปลาน้ำจืดในน้ำทะเลอย่างน้อย 10 นาที (โมโนจีเนียบางชนิดใช้ 15 นาที) ถ้าปลาพลิกตัวให้นำออกทันที
- ผลของเกลือไม่แน่นอน: เกลือ 25 g/L นาน 15 นาที กำจัด Gyrodactylus turnbulli ได้ 100% แต่กำจัด G. bullatarudis ได้เพียง 72%
- เกลือ 3–5 g/L ช่วยให้อาการดีขึ้นเล็กน้อย แต่ฆ่าพยาธิตัวเต็มวัยได้ไม่แน่นอน
ยากลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (ทริคลอร์ฟอน dichlorvos) เคยใช้กันในอดีตที่ราว 0.25 mg/L ของสารออกฤทธิ์ แต่เป็นอันตรายทั้งต่อปลาและคน และหลายประเทศห้ามใช้เพื่อการนี้แล้ว ทริคลอร์ฟอน 0.5–2 ppm มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังผิดรูปในปลา Melanotaenia pygmaea และน้ำที่ออกซิเจนต่ำทำให้ยากลุ่มนี้เป็นพิษมากขึ้น หลังรักษาด้วยยากลุ่มนี้ พยาธิอาจกลับมาใน 5–30 วัน จึงอาจต้องให้ยาถึงสามครั้ง ห่างกันราว 21 วัน
กรณี Centrocestus ในปลาโคอิ (โรคที่อาการคล้ายกัน): ผู้ขายปลาโคอิรายหนึ่งรายงานว่าฟอร์มาลิน จุนสี (copper sulfate) เกลือ ด่างทับทิม และมาลาไคต์กรีน ฆ่าตัวอ่อนในเหงือกไม่ได้ ผู้ขายรายเดียวกันใช้พราซิควอนเทลผสมอาหาร 50–75 mg/kg ของอาหาร นาน 3–5 วัน โดยให้อาหาร 10–15% ของน้ำหนักตัวปลา
หลังการรักษา
- ส่องกล้องตรวจปลาซ้ำหลังรักษา แหล่งข้อมูลระบุช่วงเวลาไว้ไม่ชัด น่าจะเป็นราว 1–2 สัปดาห์
- อย่าข้ามการให้ยาพราซิควอนเทลรอบถัดไป ไม่อย่างนั้นไข่จะฟักและพยาธิจะกลับมาอีก
- ต้องรักษาทั้งตู้ ไม่ใช่แค่ตัวปลา และต้องให้ยาซ้ำ เพราะไข่และตัวอ่อนอยู่รอดได้นอกตัวปลา และไข่ทนยาบางชนิด
การป้องกัน
- กักโรคปลาใหม่อย่างน้อยสี่สัปดาห์ในตู้ที่จัดแบบเรียบง่าย และส่องกล้องตรวจตัวอย่างเหงือก ครีบ และผิวหนัง
- จุ่มปลาใหม่ก่อนปล่อยลงตู้ที่เซ็ตไว้แล้ว และอาจพิจารณาใช้ยาฆ่าปรสิตแบบกว้างเพื่อป้องกันในช่วงกักโรค
- ไข่พยาธิเหนียวและทนต่อการเปลี่ยนความเค็ม การจุ่มอย่างเดียวจึงอาจกำจัดไข่ไม่หมด
- ให้อาหารที่ดีและรักษาคุณภาพน้ำให้คงที่ เพื่อลดความเครียดของปลา
- พยาธิกลุ่มนี้กำจัดให้หมดได้ยากมาก ก่อนลงปลาชุดใหม่จึงควรเทน้ำออก ตากตู้ให้แห้ง และฆ่าเชื้อก่อน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่ให้ยาพราซิควอนเทลซ้ำตามรอบ
- ใช้น้ำยาปรับสภาพน้ำที่กำจัดได้แค่คลอรีน แต่ไม่กำจัดคลอรามีน
- ให้อาหารมากเกินไปในช่วงรักษา ทำให้แอมโมเนียสูง
- ปล่อยปลาใหม่ลงตู้โดยไม่กักโรค
- ใส่ฟอร์มาลินในบ่อตอนพลบค่ำ ซึ่งยาจะดึงออกซิเจนในน้ำไปใช้
- เชื่อว่าเกลือฆ่าพยาธิได้แน่นอน มีงานศึกษาหนึ่งพบว่าการเพิ่มความเค็มจาก 0 เป็น 3 g/L กลับทำให้ gyrodactylids มีจำนวนมากขึ้น
เมื่อไรควรกังวล
- ปลามีอาการรุนแรง เช่น เหงือกบวมและซีด หายใจเร็วมาก หรือขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำ
- ปลาอ่อนแอหรือมีพยาธิมาก ปลากลุ่มนี้อาจไม่รอดจากการรักษา
- ปลาแสดงอาการแย่ลงระหว่างได้รับยา ให้นำออกจากน้ำยาทันที
คำถามที่พบบ่อย
จะรู้ได้อย่างไรว่าปลาเป็นพยาธิเหงือก ไม่ใช่น้ำเสีย
อาการอย่างหายใจหอบ กางเหงือก และถูตัว เกิดจากน้ำไม่ดี โรคเหงือกจากแบคทีเรีย หรือคลอรามีนในน้ำประปาได้เหมือนกัน ให้วัดแอมโมเนีย ไนไตรต์ ค่า pH และตรวจน้ำยาปรับสภาพน้ำก่อน การยืนยันว่าเป็นพยาธิต้องส่องกล้องจุลทรรศน์ดูตัวอย่างเหงือก ครีบ หรือเมือก จากปลาที่ยังมีชีวิตหรือเพิ่งตาย
พราซิควอนเทลใช้กับตู้ที่มีกุ้ง หอย และไม้น้ำได้ไหม
มีการระบุว่าที่ขนาดรักษา พราซิควอนเทลปลอดภัยกับปลาน้ำจืดแทบทุกชนิด รวมทั้งกุ้ง หอย ไม้น้ำ และไม่ทำลายระบบกรองชีวภาพ แต่มีรายงานว่าปลาจูบแสดงอาการแย่ลงหลังได้รับผลิตภัณฑ์พราซิควอนเทลตัวหนึ่ง
ทำไมต้องให้ยาซ้ำหลายรอบ
พราซิควอนเทลไม่ฆ่าไข่ ถ้าไม่ให้ยาซ้ำ ไข่จะฟักและพยาธิจะกลับมาอีก วิธีหนึ่งคือแช่ 2.5 mg/L นาน 24 ชั่วโมง แล้วให้ซ้ำในวันที่ 7 และ 14 อีกวิธีให้ 2–3 mg/L ทุก 3–4 วันรวม 20 วันถ้าน้ำอุ่นกว่า 25°C หรือทุก 4–5 วันรวม 25 วันที่ 20–25°C
ใช้เกลือรักษาพยาธิเหงือกได้ไหม
ได้ผลไม่แน่นอน เกลือ 3–5 g/L ช่วยให้อาการดีขึ้นเล็กน้อย แต่ฆ่าตัวเต็มวัยได้ไม่แน่นอน การจุ่มเกลือ 25 g/L นาน 15 นาที กำจัดพยาธิได้ 100% ในชนิดหนึ่ง แต่ได้เพียง 72% ในอีกชนิด และมีงานศึกษาที่พบว่าความเค็ม 3 g/L ทำให้ gyrodactylids มีจำนวนมากขึ้น
ฟอร์มาลินใช้ในตู้โชว์ได้หรือไม่
ไม่ควร แหล่งหนึ่งให้ใช้ 0.15–0.25 ml/L นาน 30–60 นาที เฉพาะในตู้พยาบาลที่ให้อากาศดี และห้ามใช้ในตู้ที่มีไม้น้ำหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อีกแหล่งให้ใช้ 30 mg/L พร้อมให้อากาศแรง ๆ และเตือนว่ายาดึงออกซิเจนในน้ำไปใช้ และปลาป่วยทนได้ไม่ดี
แหล่งอ้างอิง
- Monogenean Parasites of Fish
- Gill Fluke Treatment Guide: Dactylogyrus in Freshwater Fish
- Efficacy of a therapeutic bath with selected antiparasitic drugs on a Dactylogyrus anchoratus infection in juvenile common carp (Cyprinus carpio)
- Gill & Body Flukes
- CÁCH TRỊ BỆNH KÊNH MANG (SÁN LÁ) TRÊN CÁ KOI. (ภาษาเวียดนาม)




พูดคุย
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันประสบการณ์
โหลดระบบตรวจสอบสแปมไม่สำเร็จ จึงยังส่งความคิดเห็นไม่ได้ ลองโหลดหน้านี้ใหม่อีกครั้ง
การแสดงความคิดเห็นต้องยืนยันตัวตนผู้ใช้ตามข้อกำหนด ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้